แบบประเมินตนเองสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน


แบบประเมินตนเองฉบับนี้

สำหรับนักเรียนที่เรียน

          รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี 4 (ง22102)             
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2/2560
กับครูพรรณภา โพธิ์หลำ เท่านั้นนะคะ

กิจกรรมเพิ่มรู้กับครูเต๋า




ชุมนุมเพื่อนใจไฮเทค


STEM : Smart Trainer Team


“สะเต็มศึกษา : ต้นกล้า Smart Trainer Team” 14-16 กันยายน 2560

ครูผู้ทรงคุณค่าแห่งแผ่นดิน


Logbook


STEM คืออะไร?


ครูดีไม่มีวันลา


เกียรติบัตรเต๋า ไม่มีวันลา59001

รางวัลแม่พิมพ์ผู้สร้างชาติ


คำอธิบายรายวิชา


                                                               คำอธิบายรายวิชา
วิชาพื้นฐาน การงานอาชีพและเทคโนโลยี 1 ง22102 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2
2 ชั่วโมง / สัปดาห์ 40 ชั่วโมง / ภาคเรียน จำนวน 1.0 หน่วยกิต

ศึกษาความหมาย ความสำคัญและประโยชน์ของการสื่อสารข้อมูล การพัฒนาการของการสื่อสารข้อมูล อุปกรณ์สื่อสารสำหรับเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ชนิดของเครือข่ายคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลภายในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอนโดยใช้กระบวนการทางเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วย การใช้คอมพิวเตอร์ในการแก้ปัญหาทำได้โดยการใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์หรือการเขียนโปรแกรม วิธีการแก้ปัญหา ได้แก่ การวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหา การวางแผนในการแก้ปัญหาและถ่ายทอดความคิดอย่างมีขั้นตอน การดำเนินการแก้ปัญหา การตรวจสอบและปรับปรุง พัฒนาการอินเทอร์เน็ต การใช้งานอินเทอร์เน็ต ได้แก่ ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ blog การโอนย้ายแฟ้มข้อมูล การสืบค้นข้อมูลและการใช้โปรแกรมเรียกค้นข้อมูล การสนทนาบนเครือข่าย ซอฟต์แวร์ระบบ ระบบปฏิบัติการ โปรแกรมแปลภาษา และโปรแกรมอรรถประโยชน์ ซอฟต์แวร์ประยุกต์ ซอฟต์แวร์ประยุกต์ทั่วไป และซอฟต์แวร์ประยุกต์เฉพาะงานใช้ซอฟต์แวร์ระบบช่วยในการทำงาน เช่น บีบอัด ขยาย โอนย้ายข้อมูล ตรวจสอบไวรัสคอมพิวเตอร์ ใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ช่วยในการทำงาน เช่น ใช้โปรแกรมในการคำนวณและจัดเรียงข้อมูล ใช้โปรแกรมช่วยค้นหาคำศัพท์หรือความหมาย ใช้โปรแกรมเพื่อความบันเทิงมีคุณธรรมและจริยธรรมในการใช้อินเทอร์เน็ต ได้แก่ ผลกระทบของการใช้อินเทอร์เน็ตกับสังคม มารยาท ระเบียบและข้อบังคับในการใช้อินเทอร์เน็ต
เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถ ตามตัวชี้วัดต่อไปนี้
1. ง 3.1 ม 2/1 อธิบายหลักการเบื้องต้นของการสื่อสารข้อมูล และเครือข่ายคอมพิวเตอร์
2. ง 3.1 ม 2/2 อธิบายหลักการ และวิธีการแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ
3. ง 3.1 ม 2/3 ค้นหาข้อมูล และติดต่อสื่อสารผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์อย่างมีคุณธรรมและจริยธรรม
4 ง 3.1 ม 2/4 ใช้ซอฟต์แวร์ในการทำงาน

หน่วยที่ 4 หลักการและวิธีการแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ


หน่วยที่ 4 หลักการและวิธีการแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ

1. กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ
    เทคโนโลยีสารสนเทศ (information technology) คือ การประยุกต์เอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาจัดการสารสนเทศที่ต้องการ ได้แก่ การรวบรวม, ตรวจสอบ, ดูแลรักษา, ประมวลผลข้อมูล, การนำสารสนเทศไปใช้งาน และการเผยแพร่สารสนเทศ โดยอาศัยเครื่องมือทางเทคโนโลยี ได้แก่ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (computer technology) สำหรับจัดการข้อมูล และเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม (communication technology)สำหรับจัดการสารสนเทศ
    กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ คือ การจัดการข้อมูลและสารสนเทศโดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม

1.1 การรวบรวมข้อมูล

        การรวบรวมข้อมูล คือ การเสาะหาข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นมารวมกัน ซึ่งการรวบรวมข้อมูลสามารถทำได้โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง หรือจากแหล่งที่มีผู้รวบรวมไว้แล้ว และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

    1.2 การตรวจสอบข้อมูล
        การตรวจสอบข้อมูล เป็นการตรวจสอบข้อมูลในระบบ ว่ามีความถูกต้อง ไม่มีข้อผิดพลาด ซึ่งหากพบความผิดพลาดของข้อมูล ก็จะต้องทำการแก้ไข เนื่องจากข้อมูลที่เก็บเข้าในระบบจะต้องมีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ
 
    1.3 การดูแลรักษาข้อมูล
        การดูแลรักษาข้อมูลให้คงอยู่ สามารถทำได้ดังนี้
        1) การจัดเก็บข้อมูล หมายถึง การป้อนข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ รวมถึงการบันทึกข้อมูลไว้ในหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง เช่น ฮาร์ดดิสก์, ซีดีรอม
        2) การทำสำเนาข้อมูล หมายถึง การคัดลอกข้อมูลจากแฟ้มต้นฉบับและบันทึกไว้ในหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง เพื่อใช้ในกรณีที่เครื่องคอมพิวเตอร์เสียหาย ซึ่งอาจทำให้มีข้อมูลสูญหายไปได้ แฟ้มข้อมูลที่คัดลอกมาสำเนา เราเรียกว่า แฟ้มข้อมูลสำรอง (backup file)
 
    1.4 การประวลผลข้อมูล
        การประมวลผลข้อมูล เป็นการกระทำของเครื่องคอมพิวเตอร์กับข้อมูล เช่น การรวบรวมข้อมูล, การเรียงลำดับ, การจัดกลุ่มข้อมูล, การจัดทำสารสนเทศ, รายงาน เป็นต้น เพื่อให้ได้สารสนเทศที่นำไปใช้ในการตัดสินใจได้
 
    1.5 การนำสารสนเทศไปใช้งาน
        การนำสารสนเทศไปใช้งาน อาจมีรูปแบบการใช้งานในรูปแบบต่างๆ ดังนี้
        1) นำเสนอด้วยตาราง (tabular presentation) เป็นหารนำเสนอในรูปแบบลักษณะของตาราง ประกอบไปด้วยแถว (row) และสดมภ์ (column) เพื่อจัดสารสนเทศให้เป็นระเบียบ
        2) นำเสนอด้วยแผนภูมิแท่ง (bar chart) เป็นแผนภูมิที่ประกอบด้วยแกนสองแกน คือแกนนอนและแกนตั้ง และรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีความกว้างของแต่ละรูปเท่ากัน เรียกว่า แท่ง (bar)
        3) นำเสนอด้วยกราฟเส้น (line graph) เป็นการนำเสนอข้อมูลที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงตามลำดับเวลา การนำเสนอด้วยกราฟเส้นสามารถทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างข้อมูลได้อย่างชัดเจน

 

        4) นำเสนอด้วยแผนภูมิวงกลม (pie chart) เป็นการนำเสนอข้อมูลที่จะแสดงขนาดของข้อมูล โดยจะทำให้เห็นสัดส่วนของข้อมูลนั้น
    1.6 การเผยแพร่สารสนเทศ 
        การเผยแพร่สารสเทศ เป็นขั้นตอนสุดท้ายที่นำสารสนเทศไปใช้ประโยชน์ ซึ่งปัจจุบันนิยมเผยแพร่ผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เนื่องจากสะดวก รวดเร็ว และเครือข่ายสามารถครอบคลุมได้ทั่วโลก
2. การใช้คอมพิวเตอร์แก้ปัญหา
    ปัจจุบันมนุษย์ได้นำคอมพิวเตอร์เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันในหลากหลายด้าน ซึ่งก็คือการใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ และการพัฒนาซอฟต์แวร์ประยุกต์
    2.1 การเลือกใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์
        การเลือกใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ เป็นการจัดหาซอฟต์แวร์ ซึ่งมีผู้พัฒนาไว้แล้ว นำมาประยุกต์ใช้งานส่วนตัวได้อย่างหลากหลาย ทำให้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน ซอฟต์แวร์ประยุกต์อาจสามารถใช้งานฟรี จากการซื้อ หรือเช่า ตามแต่ความต้องการของผู้พัฒนา
 
    2.2 การพัฒนาซอฟต์แวร์ประยุกต์
    การพัฒนาซอฟต์แวร์ประยุกต์ เป็นการเขียนโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์สำหรับใช้ในหน่วยงาน ซึ่งในปัจจุบันภาษาคอมพิวเตอร์มีให้เลือกใช้หลากหลายภาษา แต่ละภาษาจะมีจุดเด่นแตกต่างกันออกไป
        1) การพัฒนาโปรแกรมขึ้นเอง (in-house) เป็นการเขียนโปรแกรมของบุคลากรในหน่วยงานขึ้นมาใช้งานเอง ดังนั้นความสามารถของโปรแกรมจะตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานมาก เหมาะกับหน่วยงานขนาดใหญ่ ที่มีผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาโปรแกรม
        2) การว่าจ้างบริษัทพัฒนาระบบ (outsourcing) เป็นการว่าจ้างบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญมาพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ เหมาะกับหน่วยงานขนาดเล็ก ที่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาโปรแกรม
 
ตารางเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย ในการเลือกใช้และพัฒนาซอฟต์แวร์

 

3. ขั้นตอนการแก้ปัญหาด้วยคอมพิวเตอร์
    ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยในการแก้ปัญหาของมนุษย์ ที่ทำได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แต่คอมพิวเตอร์จะสามารถประมวลผลได้ก็ต่อเมื่อมีชุดซอฟต์แวร์ ที่สั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทำงานอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งมีขั้นตอนการแก้ปัญหา ดังนี้
 
    3.1 การวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหา
        การวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหา เป็นขั้นตอนแรกในการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นขั้นตอนการทำความเข้าใจกับปัญหา เพื่อกำหนดรายละเอียดของปัญหา และวิเคราะห์ว่างสิ่งที่ต้องการหรือผลลัพธ์คืออะไร ข้อมูลนำเข้ามีอะไรบ้าง และการประมวลผลทำได้อย่างไร ซึ่งลำดับของการวิเคราะห์ปัญหา มีดังนี้
        1) การระบุผลลัพธ์ ได้แก่ ระบุสิ่งที่โจทย์ต้องการ รวมถึงการกำหนดตัวแปรที่เป็นผลลัพธ์
        2) การระบุข้อมูลเข้า ได้แก่ การระบุข้อมูลที่ป้อนเข้ามา เพื่อทำการประมวลผลให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ รวมถึงการกำหนดตัวแปรที่เป็นข้อมูลนำเข้าด้วย
        3) การระบุวิธีประมวลผล ได้แก่ การพิจารณาขั้นตอนวิธีการที่จะได้มาซึ่งคำตอบ หรือข้อมูลออก

    3.2 การเลือกเครื่องมือและออกแบบขั้นตอนวิธี
        ขั้นตอนวิธี (algorithm) คือ ขั้นตอนการแก้ปัญหาอย่างเป็นลำดับ โดยประกอบด้วยชุดคำสั่งการทำงานอย่างเป็นลำดับ และชัดเจน ซึ่งเมื่อได้ปฏิบัติตามลำดับคำสั่งตั้งแต่ต้นจนจบแล้วจะได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ
        การออกแบบขั้นตอนวิธี (algorithm development) เป็นการออกแบบขั้นตอนในการแก้ปัญหา การอธิบายหรือการประมวลผล ซึ่งปัญหาเดียวกันอาจมีการออกแบบคำสั่งที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้แก้ไข ถ้าหากสามารถแก้ไขปัญหาได้ถือว่าขั้นตอนวิธีสามารถแก้ปัญหาได้ การนำเสนอขั้นตอนวิธีที่แตกต่างกัน มีดังนี้
        1) การบรรยาย (narrative description) เป็นการเขียนบรรยายวิธีการแก้ปัญหาอย่างเป็นลำดับ ซึ่งง่ายต่อการเข้าใจของผู้แก้ปัญหา
 
        2) การเขียนผังงาน (flowchart) เป็นการนำเสนอวิธีการแก้ปัญหาโดยการนำลำดับขั้นตอนการประมวลผลมาเขียนเป็นรูปแบบของแผนภาพ ซึ่งประกอบด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ ที่มีการกำหนดไว้อย่างเป็นมาตรฐาน โดยสถาบันมาตรฐานแห่งชาติอเมริกา (The American National Institute : ANSI)
 
ตารางแสดงสัญลักษณ์ในการเขียนผังงาน
การนำเสนอวิธีการแก้ปัญหาโดยการเขียนผังงาน มีหลักการ ดังนี้
1. ผังงานจะต้องมีจุดเริ่มต้น (start) และจุดสิ้นสุด (stop)
2. ทิศทางในการเขียนผังงานควรเริ่มจากบนลงล่าง (top to down) หรือจากซ้ายไปขวา (left to right)
3. ควรใช้หัวลูกศรกำกับทิศทางของผังงาน เพื่อให้เห็นทิศทางการทำงานที่ชัดเจน
4. ควรเลือกใช้สัญลักษณ์ของผังงานที่เหมาะสมกับการทำงาน
5. มีการเขียนอธิบายการทำงานในแต่ละขั้นตอน โดยใช้ข้อความที่กะทัดรัด และชัดเจน
 
        3) การเขียนรหัสจำลอง (pseudo code) เป็นรหัสคำสั่งที่เขียนเลียนแบบคำสั่งโปรแกรมอย่างย่อ รหัสจำลองจะใกล้เคียงภาษาคอมพิวเตอร์ระดับสูง ดังนั้นนักเขียนโปรแกรมสามารถนำรหัสจำลองไปเขียนเป็นโปรแกรมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ได้สะดวกรวดเร็ว

หน่วยที่ 3 อินเตอร์เน็ตและการใช้งาน


หน่วยที่ 3 อินเตอร์เน็ตและการใช้งาน

1. ความหมายและพัฒนาการของอินเตอร์เน็ต
    อินเตอร์เน็ตมีบทบาทสำคัญมากในปัจจุบัน ในด้านต่างๆ เช่น การติดต่อสื่อสาร

    1.1 ความหมายของอินเตอร์เน็ต
        อินเตอร์เน็ต (Internet : Interconnection Network) หมายถึง เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่สามารถเชื่อมต่อกันได้ทั่วโลก มีมาตรฐานการรับ-ส่งข้อมูลที่เป็นแบบเดียวกัน อุปกรณ์การเชื่อมต่อจะเป็นชนิดเดียวกันหรือคนละชนิดกันก็ได้ สามารถที่จะรับส่งข้อมูลได้หลายหลายรูปแบบ เช่น ตัวอักษร, รูปภาพ, ภาพเคล่ื่อนไหว เป็นต้น
 
    1.2 พัฒนาการของอินเตอร์เน็ต
        1) อินเตอร์เน็ตในต่างประเทศ ปี ค.ศ.1969 หน่วยงานวิจัยขั้นสูง (Advanced Research Projects Agency : ARPA) ของกระทรวงกลาโหม ประเทศสหรัฐอเมริกาได้สนับสนุนงานวิจัยเทคโนโลยีเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ช่วงแรกรู้จักกันในนามเครือข่ายสำนักงานโครงการวิจัยชั้นสูง หรืออาร์พาเน็ต (ARPANET) ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับสถาบันการศึกษา 4 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ลอสแองเจลิส, มหาวิทยาลัยูท่าห์, มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ซานตาบาร์บารา และสถานบันวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด
        อาร์พาเน็ตแบ่งออกเป็น 2 เครือข่าย คือ เครือข่ายสำนักงานโครงการวิจัยชั้นสูง (ARPANET) และเครือข่ายของกองทัพ (MILNET) ภาครัฐและเอกชนได้นำเครือข่ายของหน่วยงานมาเชื่อมต่อกับเครือข่ายอาร์พาเน็ต ทำให้เกิดเครือข่ายขนาดใหญ่ จนกระทั่วไปในปี ค.ศ.1984 เครือข่ายนี้จึงถูกเรียกว่า อินเตอร์เน็ต (Internet) และใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน
        2) อินเตอร์เน็ตในประเทศไทย ปี พ.ศ.2530 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ได้เชื่อมต่อเครื่องมินิคอมพิวเตอร์ผ่านสายโทรศัพท์ไปยังมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย
        ปี พ.ศ.2535 ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ได้เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับมหาวิทยาลัย 5 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT), มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เกิดเป็นเครือข่ายที่เรียกว่า เครือข่ายไทยสาร โดยสำนักวิทยาบริการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เช่าวงจรสื่อสารความเร็ว 9,600 บิตต่อวินาที จากการสื่อสารแห่งประเทศไทยเพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่อินเตอร์เน็ตที่ บริษัทยูยูเน็ตเทคโนโลยี ประเทศสหรัฐอเมริกา
        ปี พ.ศ.2536 ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ได้เช่าวงจรสื่อสาร ความเร็ว 64 กิโลบิตต่อวินาที จากการสื่อสารแห่งประเทศไทย ทำให้เครือข่ายมีการรับส่งข้อมูลที่เร็วขึ้น ซึ่งมีหน่วยงานอื่นเชื่อมต่อกับเครือข่ายไทยสารอีกจำนวนมาก
        ปี พ.ศ.2537 การสื่อสารแห่งประเทศไทยได้ร่วมมือกับบริษัทเอกชน เปิดบริการอินเตอร์เน็ตให้แก่บุคคล ในรูปแบบของบริษัทผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ เรียกว่า ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (Internet Service Provider : ISP) ที่ทำหน้าที่ให้บริการเชื่อมต่อสายสัญญาณจากแหล่งต่างๆ ของผู้ใช้บริการ เช่น จากที่บ้าน สำนักงาน และแหล่งอื่นๆ เพื่อเชื่อมต่อกับระบบใหญ่อกไปนอกประเทศไทย
 
2. การทำงานของอินเตอร์เน็ต
    ในการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเตอร์เน็ตของอุปกรณ์แต่ละอุปกรณ์ จะต้องมีมาตรฐานการรับส่งข้อมูลเป็นแบบเดียวกัน หรือใช้กฎและข้อตกลงแบเดียวกัน ซึ่งเราเรียกมาตรฐานตัวนี้ว่า โพรโทคอล (Protocol) โพรโทคอลที่ใช้ในอินเตอร์เน็ต เรียกว่า ทรานมิสชันคอนโทรลโพรโทรคอล/อินเตอร์เน็ตโพรโทรคอล (Transmission Control Protocol/Internet Protocol) หรือเรียกย่อๆ ว่า ทีซีพี/ไอพี (TCP/IP)
    การส่งข้อมูลในระบบอินเตอร์เน็ตจะใช้หลักการของ เครือข่ายแบบแพ็กเก็ตสวิตชิง (Package-Switching Network) คือข้อมูลจะถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มข้อมูลขนาดเล็กหรือที่เรียกว่า แพ็กเก็ต ส่งไปยังปลายทางโดยใช้เส้นทางต่างๆ  หากเส้นทางใดชำรุดเสียหายก็จะอาศัยเส้นทางอื่นในการส่งข้อมูล ทำให้ระบบยังสามารถสื่อสารกันได้
    หมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เรียกว่า หมายเลขไอพี (IP Address) ซึ่งเป็นหมายเลขชุดหนึ่งมีขนาด 32 บิต หมายเลขชุดนี้จะแบ่งออกเป็น 4 ส่วนๆ ละ 8 บิตเท่าๆ กัน ซึ่งแต่ละส่วนมีค่าได้ตั้งแต่ 0-255 เช่น 122.154.151.220 โดยหมายเลขไอพีของเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะต้องไม่ซ้ำกัน และเนื่องจากหมายเลขไอพีจดจำได้ยาก จึงได้เกิดการตั้งชื่อเป็นตัวอักษรขึ้นมา เพื่อช่วยในการจำ เรียกว่า ดีเอ็นเอส (DNS : Domain Name Server) ซึ่งประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือชื่อ และโดเมน ดังนี้
    เช่น google.com 
            google หมายถึง ชื่อของบริษัท หรือหน่วยงาน
            .com หมายถึง โดเมนที่บอกถึงประเภทของธุรกิจ


โดเมนมีมาตรฐานใช้ร่วมกันสำหรับหน่วยงานและประเทศต่างๆ ดังนี้

    1. โดเมนระดับบนสุด จะบอกถึงประเภทขององค์กร หรือชื่อประเทศที่เครือข่ายตั้งอยู่
 
        ตัวอย่างโดเมนระดับบนสุดที่บ่งบอกประเภทขององค์กร
 โดเมน ใช้สำหรับ   ตัวอย่าง
.com กลุ่มธุรกิจการค้า (commercial organization) aksorn.com
.edu สถาบันการศึกษา (educational institution) centre.edu
.gov หน่วยงานของรัฐบาลที่ไม่ใช่หน่วยงานทางทหาร (goverment agency) nasa.gov
.int หน่วยงานระดับนานาชาติ (international organization) nato.int
.mil หน่วยงานทางทหาร (department of defend and other military sites) navy.mil
.net หน่วยงานเหี่ยวกับเครือข่าย (networking resource) nindspring.net
.org หน่วยงานที่ไม่หวังผลกำไร (private organization) unesco.org
        ตัวอย่างโดเมนระดับบนสุดที่บ่งบอกประเทศที่เครือข่ายตั้งอยู่
 โดเมน ประเทศ  โดเมน  ประเทศ
ar อาร์เจนตินา ie ไอร์แลนด์
au ออสเตรเลีย it อิตาลี
at ออสเตรีย jp ญี่ปุ่น
ca แคนาดา th ไทย
cn จีน uk อังกฤษ
dk เดนมาร์ก us สหรัฐอเมริกา

*** กรณีเป็นโดเมนระดับบนสุดที่บ่งบอกประเทศที่เครือข่ายตั้งอยู่ จะต้องมีโดเมนระดับย่อย เพื่อระบุประเภทขององค์กร

 
    2. โดเมนระดับย่อย ใช้ในประเทศ ซึ่งจะบอกถึงประเภทขององค์กร
โดเมน ใช้สำหรับ  ตัวอย่าง 
or กลุ่มธุรกิจการค้า nectec.or.th
ac สถาบันการศึกษา eau.ac.th
go หน่วยงานของรัฐบาล mua.go.th
 
3. การเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต
    การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ที่นิยมสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปหรือหน่วยงานขนาดเล็ก จะใช้การเชื่อมต่อแบบหมุนโทรศัพท์ (dial-up connection) ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อแบบชั้วคราวตามผู้ใช้ต้องการผ่านสายโทรศัพท์ โดยมีสิ่งจำเป็นสำหรับการเชื่อมต่อดังนี้
    1. เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับรับหรือส่งข้อมูล
    2. เว็บเบราว์เซอร์ เป็นโปรแกรมที่ใช้เชื่อมต่อเพื่อรับ-ส่งข้อมูลจากเว็บเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบที่เรียกว่า HTML (HyperText Markup Language)
    3. หมายเลขโทรศัพท์และสายโทรศัพท์ สำหรับเป็นสื่อกลางในการรับ-ส่งข้อมูล
    4. โมเด็ม เป็นอุปกรณ์สำหรับแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิทัล (digital) ของคอมพิวเตอร์ ให้อยู่ในรูปสัญญาณอนาล็อค (analog) เพื่อส่งไปตามสายโทรศัพท์ และคอยรับสัญญาณอนาล็อคที่ส่งมาจากปลายทาง เพื่อแปลงเป็นสัญญาณดิจิทัล ก่อนส่งข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์
    5. บริการชุดอินเตอร์เน็ตจากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) เป็นผู้ให้บริการในการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
4. การใช้บริการต่างๆ บนอินเตอร์เน็ต
    ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต สามารถประยุกต์การใช้งานได้หลายประเภท เช่น
 
    4.1 ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรืออีเมล์ (electronic mail หรือ e-mail)
        เป็นบริการที่นิยมมากในอดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้ใช้บริการสามารถรับ-ส่งข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ไฟล์เสียง ไปยังบุคคลอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็ว
        การส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ต้องมีการระบุชื่อ ที่อยู่ของผู้รับเหมือเช่นจดหมายธรรมดาทั่วไป โดยชื่อ-ที่อยู่ที่ว่านี้ เราเรียกว่า ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์แอดเดรส (e-mail address) สำหรับรูปแบบของไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์แอดเดรส จะประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ ชื่อผู้ใช้ และ ชื่อเครื่องบริการ โดยใช้เครื่องหมาย @ (ออกเสียงว่า แอ็ท) คั่นระหว่างกลาง ตัวอย่างเช่น
 
werapangreejangreed@gmail.com
        
        werapan หมายถึง ชื่อผู้ใช้
        gmail.com หมายถึง ชื่อเครื่องบริการ
        รูปแบบการใช้งานไปรษณีย์อิเล็คทรอนิกส์ในปัจจุบัน มีดังนี้
        1) เว็บเมล์ (Web Mail) เป็นโปรแกรมการรับส่งไปรษณีย์อิเล็คทรอนิกส์ผ่านโปรแกรมเว็บบราวเซอร์
        2) พ็อปเมล์ (POP Mail) เป็นบริการไปรษณีย์อิเล็คทรอนิกส์โดยใช้โปรแกรมจัดการ โปรแกรมพ็อปเมล์ที่นิยมใช้งาน เช่น Microsoft Outlook, Windows Mail, Netscape Mail
 
        ตัวอย่างเว็บเมลที่ได้รับความนิยม
 www.thaimail.com  www.mail.sanook.com
 www.thaicool.com/thaicoolmail  www.hotmail.com
 www.mail.google.com  www.yahoo.com
    4.2 การโอนย้ายแฟ้มข้อมูล
        การโอนย้ายแฟ้มข้อมูล (File Transfer Protocol : FTP) เป็นการโอนแฟ้มข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึี่งไปยังคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่ง ผ่านระบบเครือข่าย
        การโอนย้ายแฟ้มข้อมูล มีการทำงาน 2 ลักษณะ คือ
        1. get เป็นการโอนย้ายแฟ้มข้อมูลจากเครื่องปลายทาง มายังเครื่องต้นทาง (download)
        2. put เป็นการโอนย้ายแฟ้มข้อมูลจากเครื่องต้นทาง ไปยังเครื่องปลายทาง (upload)
        บริการโอนย้ายแฟ้มข้อมูล มี 2 ลักษณะ ดังนี้
        1. การโอนย้ายข้อมูลด้วยโปรแกรมโอนย้ายข้อมูล เช่น WS_FTP, CuteFTP
        2. โอนย้ายแฟ้มข้อมูลผ่าน Web Browser
 
    4.3 การแลกเปลี่ยนข่าวสารและความคิดเห็น
        การแลกเปลี่ยนข่าวสารและความคิดเห็น (internet forum) เป็นบริการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร เป็นแหล่งพบปะสังสรรค์เพื่อสร้างเครือข่ายทางสังคม (social network) เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนข่าวสารมีหลายรูปแบบ เช่น ยูสเน็ต (usenet), บล็อก (blog)
        1) ยูสเน็ต (usenet) เป็นบริการแลกเปลี่ยนข่าวสารบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยผู้ใช้ต้องสมัครเป็นสมาชิก มีกลุ่มที่ตัวเองสนใจ สามารถดูข่าวสารของทางกลุ่ม หรือร่วมแสดงความคิดเห็น สอบถามปัญหา หรือตอบปัญหาของผู้อื่นได้
        2) บล็อก (blog) ย่อมาจากคำว่า เว็บบล็อก (weblog) เป็นเว็บไซต์ที่เขียนเรื่องราว โดยเรียงลำดับตามวันเวลา เพื่อสื่อสารข้อมูลต่างๆ เช่น ประสบการณ์ ความรู้สึก ความรู้ หรือข่าวสารต่างๆ ในบางครั้งอาจเรียกว่า ไดอารี่ออนไลน์ อาจมีการจัดทำเพียงผู้เดียว หรือเป็นกลุ่มสมาชิกที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกันช่วยกันจัดทำขึ้นมา ผู้ใช้งานคนอื่นๆ สามารถเข้ามาแสดงความคิดเห็นร่วมกันได้ สามารถอ่านข้อมูลข่าวสารต่างๆ ได้ ทั้งนี้ผู้จัดทำ blog ต้องพึงระวังการเขียนข้อความในลักษณะหมิ่นประมาท ยั่วยุให้ผู้อื่นกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งอาจมีความผิดตาม พ.ร.บ. ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ได้
 
    4.4 การสนทนาผ่านอินเตอร์เน็ต
        การสนทนาผ่านอินเตอร์เน็ตมี 2 รูปแบบ ดังนี้
        1) การสนทนาเป็นกลุ่ม เป็นการสนทนาโดยคู่สนทนาจะพิมพ์ข้อความไปยังเครื่องเซิร์ฟเวอร์ จากนั้นเครื่องเซิร์ฟเวอร์จะส่งข้อความแสดงบนหน้าจอของคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่ร่วมสนทนา
        2) การสนทนาระหว่างผู้ใช้โดยตรง เป็นการสนทนาโดยมีเซิร์ฟเวอร์บอกตแหน่งของโปรแกรมสนทนา (instant messaging) ของคู่สนทนา ทำให้ผู้ใช้งานสามารถสนทนากับผู้ใช้อื่นๆ ได้โดยตรง โปรแกรมสนทนาที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ Skype, Line, BeeTalk, Facebook Messenger เป็นต้น
    4.5 การบริการค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต
        การสืบค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตจะต้องสืบค้นข้อมูลจากเว็บไซต์ค้นหาข้อมูล (search site)  ซึ่งเว็บไซต์ค้นหาข้อมูลแบ่งเป็น 2 ประเภท ตามลักษณะการทำงาน ดังนี้
        1) เว็บไซต์ที่มีเครื่องมือหรือโปรแกรมค้นหา (search engine) เป็นเว็บไซต์ที่สามารถให้ผู้ใช้หาข้อมูลโดยการระบุคำสำคัญ เพื่อค้นหาข้อมูลด้วยโปรแกรมการค้นหา โปรแกรมค้นหาส่วนใหญ่จะค้นหาข้อมูลจาก คำสำคัญ (Keywords) ที่ผู้ใช้ป้อนข้อมูลเข้าไป และจะแสดงรายการผลลัพธ์ที่ตรงหรือใกล้เคียงกับคำสำคัญที่สุด ตัวอย่างเว็บไซต์สืบค้นข้อมูลเป็นที่นิยม เช่น http://www.google.com, http://www.bing.com, http://www.search.com เป็นต้น
        2) เว็บไซต์ที่มีการจัดข้อมูลตามหมวดหมู่ (web directories) เป็นเว็บไซต์ที่มีการรวบรวมข้อมูลเว็บไซต์ต่างๆ ในอินเตอร์เน็ต โดยแต่เว็บไซต์จะถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ที่เหมาะสม ตัวอย่างเว็บไซต์ที่มีการจัดข้อมูลตามหมวดหมู่ เช่น http://www.sanook.com, http://www.yahoo.com เป็นต้น
        การค้นหาข้อมูล ทำให้ผู้ใช้ได้รับความสะดวก เพราะสามารถเลือกค้นข้อมูลจากหมวดหมู่เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ต้องการมากที่สุด
5. คุณธรรม และจริยธรรมในการใช้งานอินเตอร์เน็ต
    ในปัจจุบันอินเตอร์เน็ตมีบทบาท และมีความสำคัญมาก ย่อมมีผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบต่อสังคม ดังนี้
    5.1 ผลกระทบทางบวก
        1. ทำให้มีความสะดวกในการติดต่อสื่อสารในเครือข่ายขนาดใหญ่ สามารถติดต่อสื่อสารได้ทุกที่ทุกเวลา
        2. ช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการทำงาน เช่น การติดต่อสื่อสารผ่านอีเมล์, การประชุม VDO conference
        3. ช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษา ทำให้เกิดการศึกษารูปแบบใหม่ที่กระตุ้นความสนใจของผู้เรียนให้เกิดความสนุกในการเรียนรู้ และสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา เช่น ระบบการเรียนผ่านอินเตอร์เน็ต e-learning
    5.2 ผลกระทบทางลบ
        1. ก่อให้เกิดความเครียดทางสังคม การแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจอย่างรุนแรง การตัดสินใจในการทำงานต้องใช้ข้อมูลที่มีคุณภาพ เพื่อให้ตัดสินใจได้ถูกต้อง ทำให้เกิดความกดดันและเกิดความเครียดสูงขึ้น
        2. เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมจากสังคมหนึ่งไปสู่สังคมหนึ่ง ซึ่งอาจก่อให้เกิดค่านิยมที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นใสังคม เช่น การแต่งกายที่ไม่เหมาะสมของเยาวชน, การติดเกมที่มีความรุนแรงของเยาวชน
        3. เกิดช่องว่างระหว่างคนในสังคม กิจกรรมทางสังคมลดลง เนื่องจากคนในสังคมใช้เวลาในการเล่นกินเตอร์เน็ตมากเกินไป จนเกิดคำพูดที่ว่า “เทคโนโลยีทำให้คนไกลใกล้กันมากขึ้น แต่เทคโนโลยีก็ทำให้คนใกล้ไกลกันมากขึ้น”
6. มารยาท ระเบียบ และข้อบังคับในการใช้อินเตอร์เน็ต
       เพื่อหลีกเลี่ยงและรับมือกับความเสี่ยงจากภัยออนไลน์ จึงเกิดเป็นบัญญัติ 10 ประการ ซึ่งเป็นจรรยาบรรณที่ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตควรยึดถือและปฏิบัติตาม
        1. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ทำร้าย หรือละเมิดผู้อื่น เช่น ไม่เผยแพร่ข้อความกล่าวหาบุคคลอื่นให้ได้รับความเสียหาย ไม่เผยแพร่รูปลามกอนาจาร
        2. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์รบกวนการทำงานของผู้อื่น เช่น การเล่นเกม หรือเปิดเพลงรบกวนผู้อื่นที่อยู่ใกล้เคียง
        3. ต้องไม่สอดแนม แก้ไข หรือเปิดดูแฟ้มข้อมูลของผู้อื่นก่อนได้รับอนุญาต
        4. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการโจรกรรมข้อมูลข่าวสาร
        5. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อสร้างหลักฐานที่เป็นเท็จ
        6. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์คัดลอกหรือใช้โปรแกรมของผู้อื่นที่มีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต
        7. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ละเมิดการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์โดยที่ตนเองไม่มีสิทธิ์
        8. ต้องไม่นำเอาผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน
        9. ต้องคำนึงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสังคมอันเป็นผลมาจากการกระทำของตน
        10. ต้องใช้คอมพิวเตอร์โดยเคารพกฎ ระเบียบ กติกา และมีมารยาทของหน่วยงาน สถาบันหรือสังคมนั้นๆ
%d bloggers like this: