Author Archives: krutaocnp

การจัดการเรียนรู้แบบแก้ปัญหาโดยใช้สารสนเทศ ( Information Problem-Solving Approach : Big Six Skills )


การจัดการเรียนรู้แบบแก้ปัญหาโดยใช้สารสนเทศ ( Information Problem-Solving Approach : Big Six Skills )

กระบวนการแก้ปัญหาโดยใช้สารสนเทศ หรือ Big Six Skills มีแนวคิดพื้นฐานมาจากการบูรณาการระหว่างวิชาทักษะสารสนเทศ และวิชาทักษะคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน

                การจัดการเรียนรู้แบบแก้ปัญหาโดยใช้สารสนเทศ หรือ แบบ Big Six Skills พัฒนาโดย   ไมเคิล  ไอเซนเบอร์ก และโรเบิร์ต เบอโกวิทซ์   เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้นักเรียนแก้ปัญหาโดยใช้สารสนเทศ  ซึ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือในการค้นหา รวบรวม สังเคราะห์ นำเสนอและประเมินผลสารสนเทศ  ต่างจากรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบอื่นๆ ที่ไม่ได้เน้นการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือช่วยในการจัดการสารสนเทศ

นอกจากนี้  ยังได้เสนอแนวคิดการใช้เทคโนโลยีในการแก้ปัญหาสรุปได้ว่า  เทคโนโลยี ช่วยกระตุ้นความสามารถในการทำงานของผู้เรียนตลอดจนการประหยัดเวลาใจการทำงาน ซึ่งหลายโรงเรียนได้นำกระบวนการแก้ปัญหาโดยใช้สารสนเทศไปประยุกต์ใช้ในการจัดโปรแกรมหรือหลักสูตรทักษะเทคโนโลยีและสารสนเทศ

กระบวนการแก้ปัญหาโดยใช้สารสนเทศ หรือ Big Six Skills  มีแนวคิดพื้นฐานมาจากการบูรณาการระหว่างวิชาทักษะสารสนเทศ  และวิชาทักษะคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน  ทำให้นักเรียนได้ใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างมีความหมายและพัฒนาทักษะสารสนเทศ  ซึ่งได้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับการสอนคอมพิวเตอร์ว่า  “การสอนคอมพิวเตอร์นั้นไม่สามารถสอนแยกออกเป็นรายวิชาได้เพราะการสอนแบบแยกเป็นรายวิชาต่างหาก  จะไม่ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้การประยุกต์ใช้ทักษะคอมพิวเตอร์ได้อย่างมีความหมาย”

ดังนั้น  จึงได้นำรายวิชาทั้ง 2 มาบูรณาการเข้าด้วยกัน  โดยมีหลักการพื้นฐานว่าการสอนทักษะนั้นจะต้องเชื่อมโยงกับเนื้อหาที่มีอยู่ในหลักสูตรเดิมโดยการมอบหมายงาน  และการจัดการเรียนรู้นั้นต้องมีการจัดการอย่างเป็นระบบ  (วีรเดช   เชื้อนาม, 2542 อ้างอิงใน สุวิทย์  มูลคำและอรทัย  มูลคำ, 2546, หน้า 63-66)

ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้

การจัดการเรียนรู้แบบแก้ปัญหาโดยใช้สารสนเทศ  หรือแบบ Big Six Skills มีขั้นตอนต่างๆ

ดังต่อไปนี้

1.  ขั้นการนิยามภาระงาน  (Task Definition) เป็นการระบุปัญหาว่าคืออะไร สารสนเทศที่จำเป็นที่จะนำมาใช้แก้ปัญหามีอะไรบ้าง  ผู้เรียนอาจจะใช้จดหมายอิเลคทรอนิกส์ (E-mail)  การสนทนากลุ่มในอินเตอร์เน็ต  การติดต่อสื่อสารเพื่อทำความเข้าใจปัญหาให้ชัดเจนมาขึ้น     พร้อมทั้งสำรวจข้อมูลที่จำเป็นที่ใช้ในการแก้ปัญหาเพื่อเป็นพื้นฐานในการทำงานขั้นต่อไป

ในขั้นตอนนี้ประกอบด้วย 2 กิจกรรม (ทักษะย่อย) ได้แก่

  1. กำหนดปัญหาสารสนเทศ
  2. ระบุว่าสารสนเทศที่ต้องการมีขอบเขตมากน้อยเพียงใด

            ในขั้นตอนนี้ผู้เรียนต้องตอบคำถาม ดังนี้

  1.  สิ่งที่ต้องการทำอะไร
  2.  เข้าใจในสิ่งที่ต้องการจะทำหรือไม่
  3.  คำถามที่ต้องหาคำตอบมีอะไรบ้าง
  4.  ต้องการรู้อะไรบ้าง (แง่มุม/ขอบเขต) เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ
  5.  ประเภทของสารสนเทศที่ต้องการ
  6.  สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตอย่างไร

2.  ขั้นการกำหนดยุทธศาสตร์การค้นสารสนเทศ  (Information  Seek  Strategies) เป็นการเลือกและประเมินสารสนเทศ ดังต่อไปนี้

–   แหล่งสารสนเทศทางอิเลคทรอนิกส์  เช่น อินเตอร์เน็ต  สารานุกรมที่เป็นซีดีรอมเป็นต้น

–   แหล่งข้อมูลอื่นๆ เช่น  ห้องสมุด  ผู้เชี่ยวชาญเอกสาร  หนังสือ เป็นต้น

3.  ขั้นการสืบค้นและเข้าถึงสารสนเทศ  (Loc  ion  and Access) เป็นการสืบค้นข้อมูลจากแหล่งสารสนเทศตามขั้นตอนที่ 2 ที่ได้กำหนดไว้แล้ว  ผู้เรียนจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับแหล่งสารสนเทศต่างๆ เช่น  ระบบเครือข่ายของห้องสมุด  ดัชนีหนังสือ ซีดีรอม แหล่งสารสนเทศจากระบบแลน (Lan)  ระบบอินเตอร์เน็ต (Internet) และผู้เชี่ยวชาญ  เป็นต้น  ผู้เรียนจะต้องศึกษาวิธีการใช้แหล่งสารสนเทศนั้น เช่น รู้จักการใช้บัตรรายการเพื่อค้นหาหนังสือ  ศึกษาการเชื่อมต่อเพื่อเข้าสู่ระบบอินเตอร์เน็ต  การใช้สารานุกรมที่เป็นซีดีรอม

 ในขั้นตอนนี้ประกอบด้วย 2 กิจกรรม ได้แก่

  1. ระดมสมองว่ามีแหล่งใดบ้างที่น่าจะพบสารสนเทศที่ต้องการ

      2.ประเมินแหล่งสารสนเทศว่าแหล่งใดดีที่สุด

          ในขั้นตอนนี้ผู้เรียนต้องตอบคำถาม ดังนี้

  1. เริ่มต้นค้นหาสารสนเทศอย่างไร
  2. ถามจากใครจึงจะได้สารสนเทศ
  3. แหล่งสารสนเทศที่ดีที่สุดที่จะใช้คืออะไร
  4. ประเภทของสารสารสนเทศที่ต้องการ เช่น ข้อมูล รูปภาพ ทัศนคติ เป็นต้น

4.  ขั้นการใช้สารสนเทศ (Use  of  Information)  เป็นการเรียกใช้  เก็บรวบรวม บันทึกข้อมูลสารสนเทศจากแหล่งข้อมูลที่ผู้เรียนได้ศึกษาในแหล่งนั้นๆ ในขั้นนี้ผู้เรียนจำเป็นต้องใช้วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล  บันทึกข้อมูลต่างๆ เช่น การ Download  ข้อมูล การบันทึกข้อความหรือรูปภาพ    การอ่าน  การวาดภาพหรือการถ่ายภาพเพื่อบันทึกสารสนเทศ เป็นต้น

  ในขั้นตอนนี้ประกอบด้วย 2 กิจกรรม ได้แก่

  1.  อ่านหรือดูสารสนเทศเพื่อตัดสินใจว่าส่วนใดที่ต้องการนำมาใช้ หรือส่วนใดที่ไม่ต้องการ
  2. สกัดเอาเฉพาะสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง

ในขั้นตอนนี้ผู้เรียนต้องตอบคำถาม ดังนี้

  1. สารสนเทศประเภทใดบ้างที่ได้มา
  2. สารสนเทศนั้นตอบปัญหาสารสนเทศของเราได้หรือไม่
  3. จะจดบันทึกสารสนเทศนั้นๆ อย่างไร
  4. สารสนเทศนั้นมีความน่าเชื่อถือหรือไม่

ารรวบรวมจัดหมวดหมู่  เพื่อนำเสนอสารสนเทศที่ได้ค้นคว้ามาจำแนกพร้อมทั้งเตรียมการวางแผนเพื่อนำเสนอสารสนเทศที่ได้ค้นคว้า  สามารถนำเสนอได้หลายวิธี  เช่น การนำเสนอโดยการใช้โปรแกรมประมวลคำ โปรแกรมฐานข้อมูลและโปรแกรมตารางคำนวณ  การนำเสนอผลงานด้วยโปรแกรมพรีเซนเตชั่น การสร้างโฮมเพจหรือการนำเสนอด้วยการจัดนิทรรศการ  สาธิตการทำงาน เป็นต้น

   ขั้นตอนนี้ประกอบด้วย 2 กิจกรรม ได้แก่

  1. จัดหมวดหมู่สารสนเทศที่ได้จากแหล่งต่างๆ
  2. นำเสนอสารสนเทศ

ในขั้นตอนนี้ผู้เรียนต้องตอบคำถาม ดังนี้

  1. ประมวลสารสนเทศที่ได้ทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างไร
  2. เขียนโครงร่างในการนำเสนออย่างไร
  3. นำเสนอสารสนเทศ(ต่อผู้สอน) เพื่อตอบปัญหาสารสนเทศนั้นอย่างไร
  4. ได้จดบันทึกแหล่งที่มาของสารสนเทศแต่ละชิ้น เพื่อนำมาเขียนบรรณานุกรมหรือไม่

6.  ขั้นการประเมินผล (Evaluation) ขั้นนี้เป็นการพิจารณาผลงานที่ได้ทำขึ้นและกระบวนการในการทำงาน  โดยพิจารณาว่า

–   ผลงานของผู้เรียนสอดคล้องกับปัญหาหรือไม่

–   ผู้เรียนมีความคิดเห็นอย่างไรต่อกระบวนการทำงาน

ขั้นตอนนี้ประกอบด้วย 2 กิจกรรม ได้แก่

  1. ประเมินประสิทธิภาพของผลลัพธ์ที่ได้
  2. ประเมินกระบวนการแก้ปัญหาสารสนเทศ

ในขั้นตอนนี้ผู้เรียนต้องตอบคำถาม ดังนี้

  1. แก้ปัญหาสารสนเทศได้หรือไม่
  2. สารสนเทศนั้นถูกเขียนหรือนำเสนอเป็นที่เข้าใจหรือไม่
  3. ครั้งต่อไปจะทำในสิ่งที่ต่างออกไปหรือ มีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง
  4. ได้เรียนรู้อะไรบ้าง
  5. พึงพอใจต่อผลลัพธ์หรือไม่

โดยผู้ประเมินอาจจะมีได้หลายคน  คือ  ในขั้นตอนของการตรวจสอบผลงานและภาระงานที่รับผิดชอบ  ผู้สอนจะเป็นผู้ประเมินผล  ส่วนการประเมินกระบวนการทำงานให้ผู้เรียนประเมินตนเองว่ายังมีข้อบกพร่องหรือไม่อย่างไร  ควรปรับปรุงในส่วนใดบ้าง  และการประเมินชิ้นงานอาจจะใช้เพื่อนในห้องร่วมประเมินผลงานและให้คะแนน

เครดิต : https://www.gotoknow.org/posts/506007

http://0033004.blogspot.com/2017/06/big-6-skills.html

แบบประเมินตนเองสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน


แบบประเมินตนเองฉบับนี้

สำหรับนักเรียนที่เรียน

          รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี 4 (ง22102)             
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2/2560
กับครูพรรณภา โพธิ์หลำ เท่านั้นนะคะ

กิจกรรมเพิ่มรู้กับครูเต๋า




STEM : Smart Trainer Team


“สะเต็มศึกษา : ต้นกล้า Smart Trainer Team” 14-16 กันยายน 2560

Logbook


STEM คืออะไร?


ครูดีไม่มีวันลา


เกียรติบัตรเต๋า ไม่มีวันลา59001

รางวัลแม่พิมพ์ผู้สร้างชาติ


คำอธิบายรายวิชา


                                                               คำอธิบายรายวิชา
วิชาพื้นฐาน การงานอาชีพและเทคโนโลยี 1 ง22102 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2
2 ชั่วโมง / สัปดาห์ 40 ชั่วโมง / ภาคเรียน จำนวน 1.0 หน่วยกิต

ศึกษาความหมาย ความสำคัญและประโยชน์ของการสื่อสารข้อมูล การพัฒนาการของการสื่อสารข้อมูล อุปกรณ์สื่อสารสำหรับเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ชนิดของเครือข่ายคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลภายในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอนโดยใช้กระบวนการทางเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วย การใช้คอมพิวเตอร์ในการแก้ปัญหาทำได้โดยการใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์หรือการเขียนโปรแกรม วิธีการแก้ปัญหา ได้แก่ การวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหา การวางแผนในการแก้ปัญหาและถ่ายทอดความคิดอย่างมีขั้นตอน การดำเนินการแก้ปัญหา การตรวจสอบและปรับปรุง พัฒนาการอินเทอร์เน็ต การใช้งานอินเทอร์เน็ต ได้แก่ ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ blog การโอนย้ายแฟ้มข้อมูล การสืบค้นข้อมูลและการใช้โปรแกรมเรียกค้นข้อมูล การสนทนาบนเครือข่าย ซอฟต์แวร์ระบบ ระบบปฏิบัติการ โปรแกรมแปลภาษา และโปรแกรมอรรถประโยชน์ ซอฟต์แวร์ประยุกต์ ซอฟต์แวร์ประยุกต์ทั่วไป และซอฟต์แวร์ประยุกต์เฉพาะงานใช้ซอฟต์แวร์ระบบช่วยในการทำงาน เช่น บีบอัด ขยาย โอนย้ายข้อมูล ตรวจสอบไวรัสคอมพิวเตอร์ ใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ช่วยในการทำงาน เช่น ใช้โปรแกรมในการคำนวณและจัดเรียงข้อมูล ใช้โปรแกรมช่วยค้นหาคำศัพท์หรือความหมาย ใช้โปรแกรมเพื่อความบันเทิงมีคุณธรรมและจริยธรรมในการใช้อินเทอร์เน็ต ได้แก่ ผลกระทบของการใช้อินเทอร์เน็ตกับสังคม มารยาท ระเบียบและข้อบังคับในการใช้อินเทอร์เน็ต
เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถ ตามตัวชี้วัดต่อไปนี้
1. ง 3.1 ม 2/1 อธิบายหลักการเบื้องต้นของการสื่อสารข้อมูล และเครือข่ายคอมพิวเตอร์
2. ง 3.1 ม 2/2 อธิบายหลักการ และวิธีการแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ
3. ง 3.1 ม 2/3 ค้นหาข้อมูล และติดต่อสื่อสารผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์อย่างมีคุณธรรมและจริยธรรม
4 ง 3.1 ม 2/4 ใช้ซอฟต์แวร์ในการทำงาน

หน่วยที่ 4 หลักการและวิธีการแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ


หน่วยที่ 4 หลักการและวิธีการแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ

1. กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ
    เทคโนโลยีสารสนเทศ (information technology) คือ การประยุกต์เอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาจัดการสารสนเทศที่ต้องการ ได้แก่ การรวบรวม, ตรวจสอบ, ดูแลรักษา, ประมวลผลข้อมูล, การนำสารสนเทศไปใช้งาน และการเผยแพร่สารสนเทศ โดยอาศัยเครื่องมือทางเทคโนโลยี ได้แก่ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (computer technology) สำหรับจัดการข้อมูล และเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม (communication technology)สำหรับจัดการสารสนเทศ
    กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ คือ การจัดการข้อมูลและสารสนเทศโดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม

1.1 การรวบรวมข้อมูล

        การรวบรวมข้อมูล คือ การเสาะหาข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นมารวมกัน ซึ่งการรวบรวมข้อมูลสามารถทำได้โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง หรือจากแหล่งที่มีผู้รวบรวมไว้แล้ว และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

    1.2 การตรวจสอบข้อมูล
        การตรวจสอบข้อมูล เป็นการตรวจสอบข้อมูลในระบบ ว่ามีความถูกต้อง ไม่มีข้อผิดพลาด ซึ่งหากพบความผิดพลาดของข้อมูล ก็จะต้องทำการแก้ไข เนื่องจากข้อมูลที่เก็บเข้าในระบบจะต้องมีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ
 
    1.3 การดูแลรักษาข้อมูล
        การดูแลรักษาข้อมูลให้คงอยู่ สามารถทำได้ดังนี้
        1) การจัดเก็บข้อมูล หมายถึง การป้อนข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ รวมถึงการบันทึกข้อมูลไว้ในหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง เช่น ฮาร์ดดิสก์, ซีดีรอม
        2) การทำสำเนาข้อมูล หมายถึง การคัดลอกข้อมูลจากแฟ้มต้นฉบับและบันทึกไว้ในหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง เพื่อใช้ในกรณีที่เครื่องคอมพิวเตอร์เสียหาย ซึ่งอาจทำให้มีข้อมูลสูญหายไปได้ แฟ้มข้อมูลที่คัดลอกมาสำเนา เราเรียกว่า แฟ้มข้อมูลสำรอง (backup file)
 
    1.4 การประวลผลข้อมูล
        การประมวลผลข้อมูล เป็นการกระทำของเครื่องคอมพิวเตอร์กับข้อมูล เช่น การรวบรวมข้อมูล, การเรียงลำดับ, การจัดกลุ่มข้อมูล, การจัดทำสารสนเทศ, รายงาน เป็นต้น เพื่อให้ได้สารสนเทศที่นำไปใช้ในการตัดสินใจได้
 
    1.5 การนำสารสนเทศไปใช้งาน
        การนำสารสนเทศไปใช้งาน อาจมีรูปแบบการใช้งานในรูปแบบต่างๆ ดังนี้
        1) นำเสนอด้วยตาราง (tabular presentation) เป็นหารนำเสนอในรูปแบบลักษณะของตาราง ประกอบไปด้วยแถว (row) และสดมภ์ (column) เพื่อจัดสารสนเทศให้เป็นระเบียบ
        2) นำเสนอด้วยแผนภูมิแท่ง (bar chart) เป็นแผนภูมิที่ประกอบด้วยแกนสองแกน คือแกนนอนและแกนตั้ง และรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีความกว้างของแต่ละรูปเท่ากัน เรียกว่า แท่ง (bar)
        3) นำเสนอด้วยกราฟเส้น (line graph) เป็นการนำเสนอข้อมูลที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงตามลำดับเวลา การนำเสนอด้วยกราฟเส้นสามารถทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างข้อมูลได้อย่างชัดเจน

 

        4) นำเสนอด้วยแผนภูมิวงกลม (pie chart) เป็นการนำเสนอข้อมูลที่จะแสดงขนาดของข้อมูล โดยจะทำให้เห็นสัดส่วนของข้อมูลนั้น
    1.6 การเผยแพร่สารสนเทศ 
        การเผยแพร่สารสเทศ เป็นขั้นตอนสุดท้ายที่นำสารสนเทศไปใช้ประโยชน์ ซึ่งปัจจุบันนิยมเผยแพร่ผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เนื่องจากสะดวก รวดเร็ว และเครือข่ายสามารถครอบคลุมได้ทั่วโลก
2. การใช้คอมพิวเตอร์แก้ปัญหา
    ปัจจุบันมนุษย์ได้นำคอมพิวเตอร์เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันในหลากหลายด้าน ซึ่งก็คือการใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ และการพัฒนาซอฟต์แวร์ประยุกต์
    2.1 การเลือกใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์
        การเลือกใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ เป็นการจัดหาซอฟต์แวร์ ซึ่งมีผู้พัฒนาไว้แล้ว นำมาประยุกต์ใช้งานส่วนตัวได้อย่างหลากหลาย ทำให้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน ซอฟต์แวร์ประยุกต์อาจสามารถใช้งานฟรี จากการซื้อ หรือเช่า ตามแต่ความต้องการของผู้พัฒนา
 
    2.2 การพัฒนาซอฟต์แวร์ประยุกต์
    การพัฒนาซอฟต์แวร์ประยุกต์ เป็นการเขียนโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์สำหรับใช้ในหน่วยงาน ซึ่งในปัจจุบันภาษาคอมพิวเตอร์มีให้เลือกใช้หลากหลายภาษา แต่ละภาษาจะมีจุดเด่นแตกต่างกันออกไป
        1) การพัฒนาโปรแกรมขึ้นเอง (in-house) เป็นการเขียนโปรแกรมของบุคลากรในหน่วยงานขึ้นมาใช้งานเอง ดังนั้นความสามารถของโปรแกรมจะตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานมาก เหมาะกับหน่วยงานขนาดใหญ่ ที่มีผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาโปรแกรม
        2) การว่าจ้างบริษัทพัฒนาระบบ (outsourcing) เป็นการว่าจ้างบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญมาพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ เหมาะกับหน่วยงานขนาดเล็ก ที่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาโปรแกรม
 
ตารางเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย ในการเลือกใช้และพัฒนาซอฟต์แวร์

 

3. ขั้นตอนการแก้ปัญหาด้วยคอมพิวเตอร์
    ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยในการแก้ปัญหาของมนุษย์ ที่ทำได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แต่คอมพิวเตอร์จะสามารถประมวลผลได้ก็ต่อเมื่อมีชุดซอฟต์แวร์ ที่สั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทำงานอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งมีขั้นตอนการแก้ปัญหา ดังนี้
 
    3.1 การวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหา
        การวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหา เป็นขั้นตอนแรกในการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นขั้นตอนการทำความเข้าใจกับปัญหา เพื่อกำหนดรายละเอียดของปัญหา และวิเคราะห์ว่างสิ่งที่ต้องการหรือผลลัพธ์คืออะไร ข้อมูลนำเข้ามีอะไรบ้าง และการประมวลผลทำได้อย่างไร ซึ่งลำดับของการวิเคราะห์ปัญหา มีดังนี้
        1) การระบุผลลัพธ์ ได้แก่ ระบุสิ่งที่โจทย์ต้องการ รวมถึงการกำหนดตัวแปรที่เป็นผลลัพธ์
        2) การระบุข้อมูลเข้า ได้แก่ การระบุข้อมูลที่ป้อนเข้ามา เพื่อทำการประมวลผลให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ รวมถึงการกำหนดตัวแปรที่เป็นข้อมูลนำเข้าด้วย
        3) การระบุวิธีประมวลผล ได้แก่ การพิจารณาขั้นตอนวิธีการที่จะได้มาซึ่งคำตอบ หรือข้อมูลออก

    3.2 การเลือกเครื่องมือและออกแบบขั้นตอนวิธี
        ขั้นตอนวิธี (algorithm) คือ ขั้นตอนการแก้ปัญหาอย่างเป็นลำดับ โดยประกอบด้วยชุดคำสั่งการทำงานอย่างเป็นลำดับ และชัดเจน ซึ่งเมื่อได้ปฏิบัติตามลำดับคำสั่งตั้งแต่ต้นจนจบแล้วจะได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ
        การออกแบบขั้นตอนวิธี (algorithm development) เป็นการออกแบบขั้นตอนในการแก้ปัญหา การอธิบายหรือการประมวลผล ซึ่งปัญหาเดียวกันอาจมีการออกแบบคำสั่งที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้แก้ไข ถ้าหากสามารถแก้ไขปัญหาได้ถือว่าขั้นตอนวิธีสามารถแก้ปัญหาได้ การนำเสนอขั้นตอนวิธีที่แตกต่างกัน มีดังนี้
        1) การบรรยาย (narrative description) เป็นการเขียนบรรยายวิธีการแก้ปัญหาอย่างเป็นลำดับ ซึ่งง่ายต่อการเข้าใจของผู้แก้ปัญหา
 
        2) การเขียนผังงาน (flowchart) เป็นการนำเสนอวิธีการแก้ปัญหาโดยการนำลำดับขั้นตอนการประมวลผลมาเขียนเป็นรูปแบบของแผนภาพ ซึ่งประกอบด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ ที่มีการกำหนดไว้อย่างเป็นมาตรฐาน โดยสถาบันมาตรฐานแห่งชาติอเมริกา (The American National Institute : ANSI)
 
ตารางแสดงสัญลักษณ์ในการเขียนผังงาน
การนำเสนอวิธีการแก้ปัญหาโดยการเขียนผังงาน มีหลักการ ดังนี้
1. ผังงานจะต้องมีจุดเริ่มต้น (start) และจุดสิ้นสุด (stop)
2. ทิศทางในการเขียนผังงานควรเริ่มจากบนลงล่าง (top to down) หรือจากซ้ายไปขวา (left to right)
3. ควรใช้หัวลูกศรกำกับทิศทางของผังงาน เพื่อให้เห็นทิศทางการทำงานที่ชัดเจน
4. ควรเลือกใช้สัญลักษณ์ของผังงานที่เหมาะสมกับการทำงาน
5. มีการเขียนอธิบายการทำงานในแต่ละขั้นตอน โดยใช้ข้อความที่กะทัดรัด และชัดเจน
 
        3) การเขียนรหัสจำลอง (pseudo code) เป็นรหัสคำสั่งที่เขียนเลียนแบบคำสั่งโปรแกรมอย่างย่อ รหัสจำลองจะใกล้เคียงภาษาคอมพิวเตอร์ระดับสูง ดังนั้นนักเขียนโปรแกรมสามารถนำรหัสจำลองไปเขียนเป็นโปรแกรมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ได้สะดวกรวดเร็ว

หน่วยที่ 3 อินเตอร์เน็ตและการใช้งาน


หน่วยที่ 3 อินเตอร์เน็ตและการใช้งาน

1. ความหมายและพัฒนาการของอินเตอร์เน็ต
    อินเตอร์เน็ตมีบทบาทสำคัญมากในปัจจุบัน ในด้านต่างๆ เช่น การติดต่อสื่อสาร

    1.1 ความหมายของอินเตอร์เน็ต
        อินเตอร์เน็ต (Internet : Interconnection Network) หมายถึง เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่สามารถเชื่อมต่อกันได้ทั่วโลก มีมาตรฐานการรับ-ส่งข้อมูลที่เป็นแบบเดียวกัน อุปกรณ์การเชื่อมต่อจะเป็นชนิดเดียวกันหรือคนละชนิดกันก็ได้ สามารถที่จะรับส่งข้อมูลได้หลายหลายรูปแบบ เช่น ตัวอักษร, รูปภาพ, ภาพเคล่ื่อนไหว เป็นต้น
 
    1.2 พัฒนาการของอินเตอร์เน็ต
        1) อินเตอร์เน็ตในต่างประเทศ ปี ค.ศ.1969 หน่วยงานวิจัยขั้นสูง (Advanced Research Projects Agency : ARPA) ของกระทรวงกลาโหม ประเทศสหรัฐอเมริกาได้สนับสนุนงานวิจัยเทคโนโลยีเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ช่วงแรกรู้จักกันในนามเครือข่ายสำนักงานโครงการวิจัยชั้นสูง หรืออาร์พาเน็ต (ARPANET) ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับสถาบันการศึกษา 4 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ลอสแองเจลิส, มหาวิทยาลัยูท่าห์, มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ซานตาบาร์บารา และสถานบันวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด
        อาร์พาเน็ตแบ่งออกเป็น 2 เครือข่าย คือ เครือข่ายสำนักงานโครงการวิจัยชั้นสูง (ARPANET) และเครือข่ายของกองทัพ (MILNET) ภาครัฐและเอกชนได้นำเครือข่ายของหน่วยงานมาเชื่อมต่อกับเครือข่ายอาร์พาเน็ต ทำให้เกิดเครือข่ายขนาดใหญ่ จนกระทั่วไปในปี ค.ศ.1984 เครือข่ายนี้จึงถูกเรียกว่า อินเตอร์เน็ต (Internet) และใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน
        2) อินเตอร์เน็ตในประเทศไทย ปี พ.ศ.2530 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ได้เชื่อมต่อเครื่องมินิคอมพิวเตอร์ผ่านสายโทรศัพท์ไปยังมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย
        ปี พ.ศ.2535 ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ได้เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับมหาวิทยาลัย 5 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT), มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เกิดเป็นเครือข่ายที่เรียกว่า เครือข่ายไทยสาร โดยสำนักวิทยาบริการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เช่าวงจรสื่อสารความเร็ว 9,600 บิตต่อวินาที จากการสื่อสารแห่งประเทศไทยเพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่อินเตอร์เน็ตที่ บริษัทยูยูเน็ตเทคโนโลยี ประเทศสหรัฐอเมริกา
        ปี พ.ศ.2536 ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ได้เช่าวงจรสื่อสาร ความเร็ว 64 กิโลบิตต่อวินาที จากการสื่อสารแห่งประเทศไทย ทำให้เครือข่ายมีการรับส่งข้อมูลที่เร็วขึ้น ซึ่งมีหน่วยงานอื่นเชื่อมต่อกับเครือข่ายไทยสารอีกจำนวนมาก
        ปี พ.ศ.2537 การสื่อสารแห่งประเทศไทยได้ร่วมมือกับบริษัทเอกชน เปิดบริการอินเตอร์เน็ตให้แก่บุคคล ในรูปแบบของบริษัทผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ เรียกว่า ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (Internet Service Provider : ISP) ที่ทำหน้าที่ให้บริการเชื่อมต่อสายสัญญาณจากแหล่งต่างๆ ของผู้ใช้บริการ เช่น จากที่บ้าน สำนักงาน และแหล่งอื่นๆ เพื่อเชื่อมต่อกับระบบใหญ่อกไปนอกประเทศไทย
 
2. การทำงานของอินเตอร์เน็ต
    ในการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเตอร์เน็ตของอุปกรณ์แต่ละอุปกรณ์ จะต้องมีมาตรฐานการรับส่งข้อมูลเป็นแบบเดียวกัน หรือใช้กฎและข้อตกลงแบเดียวกัน ซึ่งเราเรียกมาตรฐานตัวนี้ว่า โพรโทคอล (Protocol) โพรโทคอลที่ใช้ในอินเตอร์เน็ต เรียกว่า ทรานมิสชันคอนโทรลโพรโทรคอล/อินเตอร์เน็ตโพรโทรคอล (Transmission Control Protocol/Internet Protocol) หรือเรียกย่อๆ ว่า ทีซีพี/ไอพี (TCP/IP)
    การส่งข้อมูลในระบบอินเตอร์เน็ตจะใช้หลักการของ เครือข่ายแบบแพ็กเก็ตสวิตชิง (Package-Switching Network) คือข้อมูลจะถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มข้อมูลขนาดเล็กหรือที่เรียกว่า แพ็กเก็ต ส่งไปยังปลายทางโดยใช้เส้นทางต่างๆ  หากเส้นทางใดชำรุดเสียหายก็จะอาศัยเส้นทางอื่นในการส่งข้อมูล ทำให้ระบบยังสามารถสื่อสารกันได้
    หมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เรียกว่า หมายเลขไอพี (IP Address) ซึ่งเป็นหมายเลขชุดหนึ่งมีขนาด 32 บิต หมายเลขชุดนี้จะแบ่งออกเป็น 4 ส่วนๆ ละ 8 บิตเท่าๆ กัน ซึ่งแต่ละส่วนมีค่าได้ตั้งแต่ 0-255 เช่น 122.154.151.220 โดยหมายเลขไอพีของเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะต้องไม่ซ้ำกัน และเนื่องจากหมายเลขไอพีจดจำได้ยาก จึงได้เกิดการตั้งชื่อเป็นตัวอักษรขึ้นมา เพื่อช่วยในการจำ เรียกว่า ดีเอ็นเอส (DNS : Domain Name Server) ซึ่งประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือชื่อ และโดเมน ดังนี้
    เช่น google.com 
            google หมายถึง ชื่อของบริษัท หรือหน่วยงาน
            .com หมายถึง โดเมนที่บอกถึงประเภทของธุรกิจ


โดเมนมีมาตรฐานใช้ร่วมกันสำหรับหน่วยงานและประเทศต่างๆ ดังนี้

    1. โดเมนระดับบนสุด จะบอกถึงประเภทขององค์กร หรือชื่อประเทศที่เครือข่ายตั้งอยู่
 
        ตัวอย่างโดเมนระดับบนสุดที่บ่งบอกประเภทขององค์กร
 โดเมน ใช้สำหรับ   ตัวอย่าง
.com กลุ่มธุรกิจการค้า (commercial organization) aksorn.com
.edu สถาบันการศึกษา (educational institution) centre.edu
.gov หน่วยงานของรัฐบาลที่ไม่ใช่หน่วยงานทางทหาร (goverment agency) nasa.gov
.int หน่วยงานระดับนานาชาติ (international organization) nato.int
.mil หน่วยงานทางทหาร (department of defend and other military sites) navy.mil
.net หน่วยงานเหี่ยวกับเครือข่าย (networking resource) nindspring.net
.org หน่วยงานที่ไม่หวังผลกำไร (private organization) unesco.org
        ตัวอย่างโดเมนระดับบนสุดที่บ่งบอกประเทศที่เครือข่ายตั้งอยู่
 โดเมน ประเทศ  โดเมน  ประเทศ
ar อาร์เจนตินา ie ไอร์แลนด์
au ออสเตรเลีย it อิตาลี
at ออสเตรีย jp ญี่ปุ่น
ca แคนาดา th ไทย
cn จีน uk อังกฤษ
dk เดนมาร์ก us สหรัฐอเมริกา

*** กรณีเป็นโดเมนระดับบนสุดที่บ่งบอกประเทศที่เครือข่ายตั้งอยู่ จะต้องมีโดเมนระดับย่อย เพื่อระบุประเภทขององค์กร

 
    2. โดเมนระดับย่อย ใช้ในประเทศ ซึ่งจะบอกถึงประเภทขององค์กร
โดเมน ใช้สำหรับ  ตัวอย่าง 
or กลุ่มธุรกิจการค้า nectec.or.th
ac สถาบันการศึกษา eau.ac.th
go หน่วยงานของรัฐบาล mua.go.th
 
3. การเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต
    การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ที่นิยมสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปหรือหน่วยงานขนาดเล็ก จะใช้การเชื่อมต่อแบบหมุนโทรศัพท์ (dial-up connection) ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อแบบชั้วคราวตามผู้ใช้ต้องการผ่านสายโทรศัพท์ โดยมีสิ่งจำเป็นสำหรับการเชื่อมต่อดังนี้
    1. เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับรับหรือส่งข้อมูล
    2. เว็บเบราว์เซอร์ เป็นโปรแกรมที่ใช้เชื่อมต่อเพื่อรับ-ส่งข้อมูลจากเว็บเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบที่เรียกว่า HTML (HyperText Markup Language)
    3. หมายเลขโทรศัพท์และสายโทรศัพท์ สำหรับเป็นสื่อกลางในการรับ-ส่งข้อมูล
    4. โมเด็ม เป็นอุปกรณ์สำหรับแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิทัล (digital) ของคอมพิวเตอร์ ให้อยู่ในรูปสัญญาณอนาล็อค (analog) เพื่อส่งไปตามสายโทรศัพท์ และคอยรับสัญญาณอนาล็อคที่ส่งมาจากปลายทาง เพื่อแปลงเป็นสัญญาณดิจิทัล ก่อนส่งข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์
    5. บริการชุดอินเตอร์เน็ตจากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) เป็นผู้ให้บริการในการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
4. การใช้บริการต่างๆ บนอินเตอร์เน็ต
    ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต สามารถประยุกต์การใช้งานได้หลายประเภท เช่น
 
    4.1 ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรืออีเมล์ (electronic mail หรือ e-mail)
        เป็นบริการที่นิยมมากในอดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้ใช้บริการสามารถรับ-ส่งข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ไฟล์เสียง ไปยังบุคคลอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็ว
        การส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ต้องมีการระบุชื่อ ที่อยู่ของผู้รับเหมือเช่นจดหมายธรรมดาทั่วไป โดยชื่อ-ที่อยู่ที่ว่านี้ เราเรียกว่า ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์แอดเดรส (e-mail address) สำหรับรูปแบบของไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์แอดเดรส จะประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ ชื่อผู้ใช้ และ ชื่อเครื่องบริการ โดยใช้เครื่องหมาย @ (ออกเสียงว่า แอ็ท) คั่นระหว่างกลาง ตัวอย่างเช่น
 
werapangreejangreed@gmail.com
        
        werapan หมายถึง ชื่อผู้ใช้
        gmail.com หมายถึง ชื่อเครื่องบริการ
        รูปแบบการใช้งานไปรษณีย์อิเล็คทรอนิกส์ในปัจจุบัน มีดังนี้
        1) เว็บเมล์ (Web Mail) เป็นโปรแกรมการรับส่งไปรษณีย์อิเล็คทรอนิกส์ผ่านโปรแกรมเว็บบราวเซอร์
        2) พ็อปเมล์ (POP Mail) เป็นบริการไปรษณีย์อิเล็คทรอนิกส์โดยใช้โปรแกรมจัดการ โปรแกรมพ็อปเมล์ที่นิยมใช้งาน เช่น Microsoft Outlook, Windows Mail, Netscape Mail
 
        ตัวอย่างเว็บเมลที่ได้รับความนิยม
 www.thaimail.com  www.mail.sanook.com
 www.thaicool.com/thaicoolmail  www.hotmail.com
 www.mail.google.com  www.yahoo.com
    4.2 การโอนย้ายแฟ้มข้อมูล
        การโอนย้ายแฟ้มข้อมูล (File Transfer Protocol : FTP) เป็นการโอนแฟ้มข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึี่งไปยังคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่ง ผ่านระบบเครือข่าย
        การโอนย้ายแฟ้มข้อมูล มีการทำงาน 2 ลักษณะ คือ
        1. get เป็นการโอนย้ายแฟ้มข้อมูลจากเครื่องปลายทาง มายังเครื่องต้นทาง (download)
        2. put เป็นการโอนย้ายแฟ้มข้อมูลจากเครื่องต้นทาง ไปยังเครื่องปลายทาง (upload)
        บริการโอนย้ายแฟ้มข้อมูล มี 2 ลักษณะ ดังนี้
        1. การโอนย้ายข้อมูลด้วยโปรแกรมโอนย้ายข้อมูล เช่น WS_FTP, CuteFTP
        2. โอนย้ายแฟ้มข้อมูลผ่าน Web Browser
 
    4.3 การแลกเปลี่ยนข่าวสารและความคิดเห็น
        การแลกเปลี่ยนข่าวสารและความคิดเห็น (internet forum) เป็นบริการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร เป็นแหล่งพบปะสังสรรค์เพื่อสร้างเครือข่ายทางสังคม (social network) เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนข่าวสารมีหลายรูปแบบ เช่น ยูสเน็ต (usenet), บล็อก (blog)
        1) ยูสเน็ต (usenet) เป็นบริการแลกเปลี่ยนข่าวสารบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยผู้ใช้ต้องสมัครเป็นสมาชิก มีกลุ่มที่ตัวเองสนใจ สามารถดูข่าวสารของทางกลุ่ม หรือร่วมแสดงความคิดเห็น สอบถามปัญหา หรือตอบปัญหาของผู้อื่นได้
        2) บล็อก (blog) ย่อมาจากคำว่า เว็บบล็อก (weblog) เป็นเว็บไซต์ที่เขียนเรื่องราว โดยเรียงลำดับตามวันเวลา เพื่อสื่อสารข้อมูลต่างๆ เช่น ประสบการณ์ ความรู้สึก ความรู้ หรือข่าวสารต่างๆ ในบางครั้งอาจเรียกว่า ไดอารี่ออนไลน์ อาจมีการจัดทำเพียงผู้เดียว หรือเป็นกลุ่มสมาชิกที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกันช่วยกันจัดทำขึ้นมา ผู้ใช้งานคนอื่นๆ สามารถเข้ามาแสดงความคิดเห็นร่วมกันได้ สามารถอ่านข้อมูลข่าวสารต่างๆ ได้ ทั้งนี้ผู้จัดทำ blog ต้องพึงระวังการเขียนข้อความในลักษณะหมิ่นประมาท ยั่วยุให้ผู้อื่นกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งอาจมีความผิดตาม พ.ร.บ. ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ได้
 
    4.4 การสนทนาผ่านอินเตอร์เน็ต
        การสนทนาผ่านอินเตอร์เน็ตมี 2 รูปแบบ ดังนี้
        1) การสนทนาเป็นกลุ่ม เป็นการสนทนาโดยคู่สนทนาจะพิมพ์ข้อความไปยังเครื่องเซิร์ฟเวอร์ จากนั้นเครื่องเซิร์ฟเวอร์จะส่งข้อความแสดงบนหน้าจอของคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่ร่วมสนทนา
        2) การสนทนาระหว่างผู้ใช้โดยตรง เป็นการสนทนาโดยมีเซิร์ฟเวอร์บอกตแหน่งของโปรแกรมสนทนา (instant messaging) ของคู่สนทนา ทำให้ผู้ใช้งานสามารถสนทนากับผู้ใช้อื่นๆ ได้โดยตรง โปรแกรมสนทนาที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ Skype, Line, BeeTalk, Facebook Messenger เป็นต้น
    4.5 การบริการค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต
        การสืบค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตจะต้องสืบค้นข้อมูลจากเว็บไซต์ค้นหาข้อมูล (search site)  ซึ่งเว็บไซต์ค้นหาข้อมูลแบ่งเป็น 2 ประเภท ตามลักษณะการทำงาน ดังนี้
        1) เว็บไซต์ที่มีเครื่องมือหรือโปรแกรมค้นหา (search engine) เป็นเว็บไซต์ที่สามารถให้ผู้ใช้หาข้อมูลโดยการระบุคำสำคัญ เพื่อค้นหาข้อมูลด้วยโปรแกรมการค้นหา โปรแกรมค้นหาส่วนใหญ่จะค้นหาข้อมูลจาก คำสำคัญ (Keywords) ที่ผู้ใช้ป้อนข้อมูลเข้าไป และจะแสดงรายการผลลัพธ์ที่ตรงหรือใกล้เคียงกับคำสำคัญที่สุด ตัวอย่างเว็บไซต์สืบค้นข้อมูลเป็นที่นิยม เช่น http://www.google.com, http://www.bing.com, http://www.search.com เป็นต้น
        2) เว็บไซต์ที่มีการจัดข้อมูลตามหมวดหมู่ (web directories) เป็นเว็บไซต์ที่มีการรวบรวมข้อมูลเว็บไซต์ต่างๆ ในอินเตอร์เน็ต โดยแต่เว็บไซต์จะถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ที่เหมาะสม ตัวอย่างเว็บไซต์ที่มีการจัดข้อมูลตามหมวดหมู่ เช่น http://www.sanook.com, http://www.yahoo.com เป็นต้น
        การค้นหาข้อมูล ทำให้ผู้ใช้ได้รับความสะดวก เพราะสามารถเลือกค้นข้อมูลจากหมวดหมู่เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ต้องการมากที่สุด
5. คุณธรรม และจริยธรรมในการใช้งานอินเตอร์เน็ต
    ในปัจจุบันอินเตอร์เน็ตมีบทบาท และมีความสำคัญมาก ย่อมมีผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบต่อสังคม ดังนี้
    5.1 ผลกระทบทางบวก
        1. ทำให้มีความสะดวกในการติดต่อสื่อสารในเครือข่ายขนาดใหญ่ สามารถติดต่อสื่อสารได้ทุกที่ทุกเวลา
        2. ช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการทำงาน เช่น การติดต่อสื่อสารผ่านอีเมล์, การประชุม VDO conference
        3. ช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษา ทำให้เกิดการศึกษารูปแบบใหม่ที่กระตุ้นความสนใจของผู้เรียนให้เกิดความสนุกในการเรียนรู้ และสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา เช่น ระบบการเรียนผ่านอินเตอร์เน็ต e-learning
    5.2 ผลกระทบทางลบ
        1. ก่อให้เกิดความเครียดทางสังคม การแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจอย่างรุนแรง การตัดสินใจในการทำงานต้องใช้ข้อมูลที่มีคุณภาพ เพื่อให้ตัดสินใจได้ถูกต้อง ทำให้เกิดความกดดันและเกิดความเครียดสูงขึ้น
        2. เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมจากสังคมหนึ่งไปสู่สังคมหนึ่ง ซึ่งอาจก่อให้เกิดค่านิยมที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นใสังคม เช่น การแต่งกายที่ไม่เหมาะสมของเยาวชน, การติดเกมที่มีความรุนแรงของเยาวชน
        3. เกิดช่องว่างระหว่างคนในสังคม กิจกรรมทางสังคมลดลง เนื่องจากคนในสังคมใช้เวลาในการเล่นกินเตอร์เน็ตมากเกินไป จนเกิดคำพูดที่ว่า “เทคโนโลยีทำให้คนไกลใกล้กันมากขึ้น แต่เทคโนโลยีก็ทำให้คนใกล้ไกลกันมากขึ้น”
6. มารยาท ระเบียบ และข้อบังคับในการใช้อินเตอร์เน็ต
       เพื่อหลีกเลี่ยงและรับมือกับความเสี่ยงจากภัยออนไลน์ จึงเกิดเป็นบัญญัติ 10 ประการ ซึ่งเป็นจรรยาบรรณที่ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตควรยึดถือและปฏิบัติตาม
        1. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ทำร้าย หรือละเมิดผู้อื่น เช่น ไม่เผยแพร่ข้อความกล่าวหาบุคคลอื่นให้ได้รับความเสียหาย ไม่เผยแพร่รูปลามกอนาจาร
        2. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์รบกวนการทำงานของผู้อื่น เช่น การเล่นเกม หรือเปิดเพลงรบกวนผู้อื่นที่อยู่ใกล้เคียง
        3. ต้องไม่สอดแนม แก้ไข หรือเปิดดูแฟ้มข้อมูลของผู้อื่นก่อนได้รับอนุญาต
        4. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการโจรกรรมข้อมูลข่าวสาร
        5. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อสร้างหลักฐานที่เป็นเท็จ
        6. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์คัดลอกหรือใช้โปรแกรมของผู้อื่นที่มีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต
        7. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ละเมิดการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์โดยที่ตนเองไม่มีสิทธิ์
        8. ต้องไม่นำเอาผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน
        9. ต้องคำนึงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสังคมอันเป็นผลมาจากการกระทำของตน
        10. ต้องใช้คอมพิวเตอร์โดยเคารพกฎ ระเบียบ กติกา และมีมารยาทของหน่วยงาน สถาบันหรือสังคมนั้นๆ

หน่วยที่ 2 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์


หน่วยที่ 2 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์

1. ควาหมายและพัฒนาการของการสื่อสารข้อมูล
    การสื่อสาร (communication) หมายถึง การส่งข้อมูลจากฝ่ายหนึ่ง ไปยังอีกฝ่ายหนึ่ง
    ข้อมูล (data) หมายถึง ข้อเท็จจริง หรือสิ่งที่ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงสำหรับใช้เป็นหลักในการหาความจริง โดยในที่นี้ข้อมูลจะอยู่ในรูปเลขฐานสอง ที่คอมพิวเตอร์เข้าใจและสามารถทำงานได้
    การสื่อสารข้อมูล (data communication) หมายถึง กระบวนการถ่ายโอน หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลในรูปแบบเลขฐานสอง ของอุปกรณ์หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไป ผ่านตัวกลางในการสื่อสารข้อมูล การสื่อสารข้อมูลมีจุดประสงค์เพื่อติดต่อ และเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้ผู้ส่งและผู้รับเกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน
2. เครือข่ายคอมพิวเตอร์
    เครือข่ายคอมพิวเตอร์ (computer network) เป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันได้ เครือข่ายคอมพิวเตอร์แบ่งออกได้ตาสภาพการเชื่อมโยงเป็น 4 ชนิด ดังนี้
    2.1 เครือข่ายส่วนบุคคล
        เครือข่ายส่วนบุคคล หรือแพน (personal area network : PAN) เป็นเครือข่ายเชื่อมต่อไร้สายส่วนบุคคลที่มีระยะใกล้ๆ เช่น การเชื่อมต่อคอมพิวเตอณ์กับโทรศัพท์มือถือ เชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือกับหูฟังบลูธูท เชื่อมต่อระหว่างโทรศัพท์มือถือเข้าด้วยกัน เป็นต้น
    2.2 เครือข่ายเฉพาะที่
เครือข่ายเฉพาะที่ หรือแลน (local area network : LAN) เป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายขนาดเล็ก ที่เชื่อมโยงอุปกรณ์ต่างๆ หรือคอมพิวเตอร์ในบริเวณใกล้ๆ กัน เข้าด้วยกัน เช่น ภายในห้อง ภายในอาคาร ระหว่างอาคาร โดยมีอุปกรณ์สำหรับเชื่อมโยงเครือข่าย เช่น สวิตช์ ฮับ เป็นต้น โดยการเชื่อมต่ออาจจะเป็นแบบใช้สาย หรือแบบไร้สายก็ได้
    2.3 เครือข่ายนครหลวง
        เครือข่ายนครหลวง หรือแมน (metropolitan area network : MAN) เป็นเครือข่ายเชื่อมโยงที่อยู่ห่างไกลกัน เช่น ภายในตำบล หรืออำเภอ ระยะเชื่อมโยงประมาณ 5-40 กิโลเมตร โดยการเชื่อมต่อจะเป็นแบบสายสัญญาณ เช่น สายใยแก้วนำแสง (fiber optic), สายโคแอกเชียล (coaxial)
    2.4 เครือข่ายวงกว้าง
        เครือข่ายวงกว้าง หรือแวน (wide area network : WAN) เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงในระยะที่ไกลมากๆ มีการติดต่อสื่อสารกันในบริเวณกว้าง เช่น เชื่อมโยงระหว่างจังหวัด หรือระหว่างประเทศ
3. โพรโทคอลและอุปกรณ์สื่อสารในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
    การสื่อสารผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อาจจะมีการใช้งานอุปกรณ์เครือข่ายต่างชนิดกัน ซึ่งไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้โดยตรง ดังนั้นจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของข้อมูลที่ส่ง และกำหนดมาตรฐานเพื่อให้อุปกรณ์ที่สามารถติดต่อสื่อสารกันได้
 
    3.1 โพรโทคอล
        โพรโทคอล (protocol) คือข้อตกลง รูปแบบที่คอมพิวเตอร์จะติดต่อเพื่อรับข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน ซึ่งโพรโทคอลจะมีหลายมาตรฐาน
        การติดต่อสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่าย จำเป็นจะต้องมีโพรโทคอลที่เป็นข้อกำหนดตกลงในการสื่อสาร  เพื่อให้ระบบที่แตกต่างกันสามารถสื่อสารกันได้   โพรโทคอลที่ใช้ในการสื่อสารมีหลายประเภท เช่น
        1) โพรโทคอลเอชทีทีพี (hyper text transfer protocol) เป็นโพรโทคอลหลักที่จะใช้งานเวิลด์ไวด์เว็บ ใช้แลกเปลี่ยนภาษาเอชทีเอ็มแอล (hyper text markup language : html) ใช้ร้องขอหรือตอบกลับระหว่างเครื่องลูกข่าย ที่ใช้โปรแกรมค้นดูเว็บกับเครื่องแม่ข่าย โดยทำงานอยู่บนโพรโทคอลทีซีพี (transfer control protocol : tcp)
        2) โพรโทคอลทีซีพี/ไอพี (transfer control protocol / internet protocol : tcp/ip) เป็นโพรโทคอลที่ใช้ในการสื่อสารในระบบอินเตอร์เน็ต โดยมีการระบุผู้รับ ผู้ส่งในเครือข่าย และแบ่งข้อมูลออกเป็นแพ็กเก็จส่งผ่านไปทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งหากมีการส่งข้อมูลเกิดความผิดพลาดจะมีการร้องขอให้ส่งข้อมูลใหม่
        3) โพรโทคอลเอสเอ็มทีพี (simple mail transfer protocol : smtp) คือโพรโทคอลสำหรับส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (electronic mail) หรือ email ไปยังจุดหมายปลายทาง
        4) บลูธูท (bluetooth) โพรโทคอลที่ใช้คลื่นวิทยุความถี่ 2.4 GHz ในการรับสั่งข้อมูล คล้ายกับระบบแลนไร้สาย เพื่อให้ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์สามารถติดต่อสื่อสารกับอุปกรณ์ต่อพ่วงไร้สาย เช่น เครื่องพิมพ์ เมาส์ คีย์บอร์ด โทรศัพท์เคลื่อนที่ หูฟัง เป็นต้น
        ปัจจุบันมีโพรโทคอลอีกมากมายนอกจากที่กล่าวมาข้างต้น เช่น การโอนย้ายแฟ้มข้อมูลระหว่างกัน (file transfer protocol : ftp), การโอนย้ายข่าวสารระหว่างกันใช้โพรโทคอลเอ็นเอ็นทีพี (network news transfer protocol : nntp) เป็นต้น
 
    3.2 อุปกรณ์สื่อสารในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
        การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ให้เป็นระบบเครือข่ายได้นั้น จะต้องอาศัยอุปกรณ์สื่อสารในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (network device) ซึ่งทำหน้าที่รับ-ส่งข้อมูล โดยมีอุปกรณ์ ดังนี้
        1) เครื่องทวนสัญญาณ (repeater) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับสัญญาณดิจิทัล แล้วส่งต่อไปยังปลายทาง ใช้ในกรณีเมื่อมีการส่งสัญญาณไปในระยะทางที่ไกลๆ จะทำให้แรงดันสัญญาณอ่อนลง อุปกรณ์ดังกล่าวจะรับสัญญาณแล้วส่งต่อสัญญาณเพื่อให้สามารถส่งสัญญาณไปถึงปลายทางได้
        2) ฮับ (hub) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รวมสัญญาณ ที่มาจากอุปกรณ์รับ-ส่ง หรือเครื่องคอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่องเข้าด้วยกัน สัญญาณที่ส่งมจากฮับจะกระจายไปยังทุกเครื่องที่ต่ออยู่กับฮับ
        3) บริดจ์ (bridge) ใช้ในการเชื่อมต่อเครือข่ายหลายเครือข่ายเข้าด้วยกันโดยจะต้องเป็นเครือข่ายที่ใช้โพรโทคอลตัวเดียวกัน สามารถกรองข้อมูลที่จะส่งต่อได้ โดยทำการตรวจสอบว่าข้อมูลที่จะส่งนั้นมีปลายทางอยู่ที่ใด บริดจ์ก็จะส่งข้อมูลไปยังปลายทางอยู่เท่านั้น ทำให้การจัดการกับความหนาแน่นของข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
        4) อุปกรณ์จัดเส้นทาง (router) สามารถกรองข้อมูลได้เช่นเดียกับบริดจ์ แต่จะมีความสามารถมากกว่า ตรงที่สามารถเส้นทางในการส่งข้อมูล (data packet) ไปยังเครื่องปลายทางในระยะทางที่สั้นที่สุด
        5) สวิทช์ (switch) จะมีความสามารถคล้ายกับฮับและบริดจ์รวมกัน แต่การรับส่งข้อมูลจะไม่กระจายเหมือนกับฮับ เพราะการรับ-ส่งข้อมูล สวิทช์จะทำการตรวจสอบก่อนว่าข้อมูลเป็นของคอมพิวเตอร์เครื่องใด และจะส่งข้อมูลไปเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์เป้าหมาย ซึ่งจะช่วยลดปัญหาความคับคั่งของข้อมูล
        6) เกตเวย์ (gateway) เป็นอุปกรณ์ทำหน้าที่เชื่อมต่อเครือข่ายต่างๆ เข้าด้วยกัน ไม่ว่าเครือข่ายนั้นจะใช้โพรโทคอลใดก็ตาม เนื่องจากเกตเวย์สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบข้อมูลของธพรโทคอลหนึ่งไปยังโพรโทคอลหนึ่งได้ ทำให้สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายอื่นๆ ได้อย่างไม่จำกัด แต่ในปัจจุบันได้รวมการทำงานของเกตเวย์ไว้ในอุปกรณ์จัดเส้นทาง (router) แล้ว
4. เทคโนโลยีรับส่งข้อมูลในเครือข่ายคอมพิวเตอร์
    เทคโนโลยีการรับ-ส่งข้อมูลในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้
 
    4.1 เทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลแบบใช้สาย
        เทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลแบบใช้สาย แบ่งออกตามชนิดของสายสื่อสารได้ 3 ชนิดคือ
        1) สายตีเกลียวคู่ หรือสายคู่บิดเกลียว (twisted pair cable) ประกอบด้วยเส้นลวดทองแดง 2 เส้นบิดกันเป็นเกลียว เพื่อลดการรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากสายข้างเคียงกันหรือจากภายนอก โดยทั่วไปใช้ส่งข้อมูลดิจิทัล ความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลอยู่ที่ 100 เมกะบิตต่อวินาที ในระยะทางไม่เกิน 100 เมตร เนื่องจากมีราาไม่แพงมาก จึงมีการใช้งานอย่างกว้างขวาง สายตีเกลียวคู่แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ
            1.1 สายตีเกลียวคู่แบบไม่ป้องกันสัญญาณรบกวนหรือชนิดไม่หุ้มฉนวน (un-shielded twisted pair : utp) เป็นสายชนิดที่ไม่มีฉนวนหุ้มสาย ทำให้สะดวกในการโค้งงอ และราคาถูก
            1.2 สายตีเกลียวคู่แบบป้องกันสัญญาณรบกวนหรือชนิดหุ้มฉนวน (shielded twisted pair : stp)เป็นสายชนิดที่มีฉนวนหุ้มสาย รองรับความถี่ได้มากกว่าสายแบบไม่มีฉนวนหุ้ม แต่มีราคาแพงกว่า
        2) สายโคแอกซ์ (coaxial cable) เป็นสายลักษณะเดียวกับสายที่ต่อมาจากเสาอากาศ ประกอบด้วยลวดทองแดงที่เป็นแกนหลักหุ้มฉนวนชั้นหนึ่ง สายโคแอกช์ทั่วไปมี 2 ชนิดคือ 50 โอห์ม ซึ่งจะใช้ส่งข้อมูลสัญญาณดิจิทัล และชนิด 75 โอห์ม ซึ่งส่งสัญญาณข้อมูลอนาล็อก
        3) สายใยแก้วนำแสง (fiber optic cable) หรือเส้นใยนำแสง แกนกลางของสายประกอบด้วยเส้นใยแก้วหรือเส้นพลาสติกขนาดเล็กภายในกลวงจำนวนมาก เส้นใยแต่ละเส้นจะมีเส้นใยอีกเส้นห่อหุ้ม การส่งผ่านข้อมูลจะใช้เลเซอร์วิ่งผ่านช่องกลวงของเส้นใยแต่ละเส้น และอาศัยการหักเหของแสง โดยใช้เส้นใยชั้นนอกเป็นตัวสะท้อนแสง สามารถส่งผ่านข้อมูลได้สูงมาก ไม่มีการก่อกวนของคล่ื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ข้อเสียของสายชนิดนี้คือ เมื่อสายมีการบิดงอจะมีปัญหาในการส่งผ่านข้อมูล
    4.2 เทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลแบบไร้สาย
        เทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลแบบไร้สาย อศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นสื่อกลางนำสัญญาณ ซึ่งสามรถแบ่งความถี่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้ 4 ชนิด ดังนี้
        1) อินฟราเรด (infrared) เป็นคลื่นที่ใช้ส่งข้อมูลระยะใกล้มากๆ ในช่วงความถี่ที่แคบมากๆ ใช้ช่องทางสื่อสารน้อย การสื่อสารข้อมูลเป็นในแนวตรง ไม่ควรมีสิ่งกีดขวางระหว่างตัวส่งและตัวรับสัญญาณ ระยะทางไม่เกิน 1-2 เมตร ความเร็วประมาณ 4-16 เมกกะบิตต่อนาที เช่น การส่งสัญญาณจากรีโมทคอนโทรลไปยังโทรทัศน์
        2) คลื่นวิทยุ (radio frequency) โดยใช้ตัวกระจายสัญญาณส่งไปในอากาศ และมีตัวรับสัญญาณ จะเป็นคลื่นวิทยุในช่วงความถี่ต่างๆ กัน มีความเร็วต่ำประมาณ 2 เมกกะบิตต่อนาที เช่น การสื่อสารในระบบวิทยุเอฟเอ็ม เอเอ็ม, การสื่อสารโดยใช้ระบบไร้สาย (Wi-Fi)
        3) ไมโครเวฟ (microwave) จะมีสถานนีส่งสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปตามอากาศ พร้อมกับข้อมูลที่ต้องการส่ง จะมีสถานีรับ-ส่งข้อมูลเป็นระยะๆ ส่งต่อข้อมูลกันเป็นทอดๆ ระหว่างสถานีต่อสถานี จนกว่าจะถึงสถานีปลายทาง เนื่องจากคลื่นไมโครเวฟจะเดินทางเป็นเส้นตรงไม่สามารถเลี้ยวโค้งได้ สถานีรับ-ส่งข้อมูลมักจะอยู่ในที่สูง เช่น ดาดฟ้าอาคาร, ยอดเขา, เพื่อหลีกเลี่ยงการชนสิ่งกีดขวาง
        4) ดาวเทียม (satellite) เป็นสถานีรับส่งสัญญาณไมโครเวฟบนท้องฟ้า ซึ่งพัฒนาขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของสถานีรับ-ส่งไมโครเวฟบนพื้นโลก
5. ประโยชน์ของการสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์
    1. ความสะดวกในการจัดเก็บข้อมูล
    2. ความถูกต้องของข้อมูล
    3. ความเร็วของการทำงาน
    4. ประหยัดต้นทุนของการสื่อสารข้อมูล
    5. สามารถจัดเก็บข้อมูลเป็นศูนย์กลาง
    6. การใช้ทรัพยากรของระบบร่วมกันได้
    7. การทำงานแบบกลุ่ม
%d bloggers like this: