มัธยมศึกษาปีที่ 2/12


1.ความหมายของซอฟต์แวร์และความสำคัญของซอฟต์แวร์
1.1 ความหมายของซอฟต์แวร์ (Software)

ซอฟต์แวร์ (Software) หมายถึง ชุดคำสั่งหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทุกประเภทที่ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ตามลำดับขั้นตอนการทำงานซึ่งเขียนด้วยภาษาของคอมพิวเตอร์

             ตัวอย่างซอฟต์แวร์ เช่น วินโดว์ 8.1 (Windows 8.1) แอนตี้ไวรัส (Anti-virus) ไมโครซอฟต์เวิร์ด (microsoft office word) อะโดบี แอโครแบต (Adobe Acrobat)  กูเกิลโครม (Google Chrome) เป็นต้น
1.2 ความสำคัญของซอฟต์แวร์

การที่คอมพิวเตอร์ดำเนินการได้อย่างไรและก่อให้เกิดประโยชน์ได้มากน้อยเพียงใดนั้นจึงขึ้นอยู่กับซอฟต์แวร์ ซอฟต์แวร์จึงเป็นส่วนสำคัญของระบบคอมพิวเตอร์ หากขาดซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ก็ไม่สามารถทำงานได้ ซอฟต์แวร์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญมาก ซอฟต์แวร์เป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ทำให้ระบบสารสนเทศเป็นไปได้ตามที่ต้องการ
          การที่คอมพิวเตอร์จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ขึ้นอยู่กับซอฟต์แวร์เป็นสำคัญโดยต้องเลือกใช้ซอฟต์แวร์ให้เหมาะสมกับงาน

-การจัดทำงานเอกสาร ควรใช้ซอฟต์แวร์ ไมโครซอฟต์เวิร์ด
             -การสร้างตารางและกราฟ ควรใช้ซอฟต์แวร์ ไมโครซอฟต์เอกซ์เซล
-การนำเสนองาน ควรใช้ซอฟต์แวร์ ไมโครซอฟต์เพาเวอร์พอยต์

2.ประเภทของซอฟต์แวร์

ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีผู้พัฒนาขึ้นเพื่อใช้งานกับคอมพิวเตอร์มีมากมาย ซอฟต์แวร์เหล่านี้อาจได้รับการพัฒนาโดยผู้ใช้งานเอง หรือผู้พัฒนาระบบ หรือผู้ผลิตจำหน่าย หากแบ่งแยกชนิดของซอฟต์แวร์ตามสภาพการทำงาน พอแบ่งแยกซอฟต์แวร์ได้เป็น 2 ประเภท คือ ซอฟต์แวร์ระบบ (system software) และ ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (application software)

 
3.ซอฟต์แวร์ระบบ 
         ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) หมายถึง ซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการจัดการระบบคอมพิวเตอร์ จัดการอุปกรณ์รับเข้าและส่งออก การรับข้อมูลจากแผงแป้นอักขระ การแสดงผลบนจอภาพ การนำข้อมูลออกไปพิมพ์ยังเครื่องพิมพ์ การจัดเก็บข้อมูลเป็นแฟ้ม การเรียกค้นข้อมูล การสื่อสารข้อมูล ซอฟต์แวร์ระบบสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ระบบปฏิบัติการ โปรแกรมแปลภาษาคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์อรรถประโยชน์
 

3.1 ระบบปฏิบัติการ

              ระบบปฏิบัติการ (Operating System : OS) เป็นซอฟต์แวร์ที่อยู่ระหว่างฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ประยุกต์ มีหน้าที่ในการควบคุมการปฏิบัติงานของฮาร์ดแวร์ และสนับสนุนคำสั่งสำหรับควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ประยุกต์ ตัวอย่างของซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เช่น 
         1) ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟต์วินโดวส์   
         2) ระบบปฏิบัติการแมคอินทอช  
         3) ระบบปฏิบัติการลินุกซ์   
         4) ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ เซร์ฟเวอร์              
         5) ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์
         6) ระบบปฏิบัติการซิมเบียน 
 

3.2 โปรแกรมแปลภาษาคอมพิวเตอร์

       โปรแกรมแปลภาษาคอมพิวเตอร์  เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการแปลความหมายของคำสั่งในภาษาคอมพิวเตอร์ชนิดต่าง ๆ ไปเป็นภาษาเครื่อง ซึ่งแทนด้วยเลขฐานสอง (หรือ 1)

      โปรแกรมแปลภาษาคอมพิวเตอร์มีการใช้งานสำหรับการแปลภาษาคอมพิวเตอร์ชนิดต่างๆ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ แอสเซมเบลอร์  (assembler) อินเทอร์พรีเตอร์  (interpreter) คอมไพเลอร์  (compiler)

 

3.3 โปรแกรมอรรถประโยชน์

         โปรแกรมอรรถประโยชน์ (Utility Program) คือ โปรแกรมที่ติดมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการวินโดว์ เรียกง่ายๆ ว่าเป็นโปรแกรมที่ช่วยดูแลระบบการทำงานของวินโดว์เพราะมีหลากหลายโปรแกรม เช่น โปรแกรมการจัดไฟล์ ป้องกันไวรัส บีบอัดไฟล์ ไฟร์วอลล์ เป็นต้น โดยแบ่งออกเป็น / ประเภท คือ 1) โปรแกรมอรรถประโยชน์สำหรับระบบปฏิบัติการ 2)โปรแกรมอรรถประโยชน์อื่นๆ

4.ซอฟต์แวร์ประยุกต์ช่วยในการทำงานซอฟต์แวร์ประยุกต์ทั่วไป

     ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application software) หมายถึง โปรแกรมที่ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานเฉพาะอย่างตามความต้องการของผู้ใช้ ซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่ได้รับความนิยม เช่น โปรแกรมประมวลผลคำ โปรแกรมคำนวณ โปรแกรมจัดการฐานข้อมูล โปรแกรมค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต เป็นต้น ซึ่งซอฟต์แวร์ประยุกต์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ ซอฟต์แวร์ประยุกต์ทั่วไปและซอฟต์แวร์ประยุกต์เฉพาะงาน

        ตัวอย่างโปรแกรมประยุกต์ เช่น

·  โปรแกรมสำหรับการใช้งานอินเทอร์เน็ต เช่น กูเกิ้ลโครม ไฟร์ฟอกซ์ อินเทอร์เน็ตเอกซ์พลอเรอร์

·  โปรแกรมเล่นเพลง เช่น วินแอมป์ วินโดวส์มีเดียเพลเยอร์ ไอทูนส์

·  โปรแกรมสำนักงาน เช่น ไมโครซอฟท์ออฟฟิศ เวิร์ด เพาเวอร์พอยต์ เอ็กเซล

4.1 ซอฟต์แวร์ประยุกต์ทั่วไป

         ซอฟแวร์ประยุกต์ ( general purpose software) เป็นซอฟแวร์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับงานทั่วไป ไม่เฉพาะเจาะจง เช่น การจัดพิมพ์รายงาน การสร้างตารางทำงาน การนำเสนองาน เป็นต้น

       ตัวอย่างซอฟต์แวร์ประยุกต์ทั่วไป

           1) ซอฟต์แวร์ประมวลผลคำ (word processing software) ใช้ในการจัดทำเอกสารทุกชนิด เช่น รายงาน จดหมายเวียน สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ เป็นต้น โดยที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เช่น Microsoft Word, OpenOffice, PageMaker เป็นต้น

  2) ซอฟต์แวร์ตารางทำงาน (Spreadsheet Software) ใช้ในสูตรการคำนวณ ทำตาราง สร้างแผนภูมิ โดยที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เช่น Microsoft Excel, openoffice calc เป็นต้น

  3) ซอฟต์แวร์นำเสนองาน (Presentation Software) ใช้เพื่อนำเสนองานประกอบการบรรยายต่างๆ โดยที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เช่น Microsoft PowerPoint

4.2 ซอฟต์แวร์ประยุกต์เฉพาะงาน

       ซอฟต์แวร์ประยุกต์เฉพาะงาน (application software for specific purpose) เป็นซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อนำไปใช้กับงานในองค์กรใดองค์กรหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น โปรแกรมคำนวณภาษีของกรมศุลกากร โปรแกรมฝากถอนเงินของธนาคาร โปรแกรมระบบสินค้าห้างสรรพสินค้า เป็นต้น

เครดิต : เว็บไซต์ครูปิคนิค http://krupicnic.patum.ac.th/

1.กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ

กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ คือ การจัดการข้อมูลและสารสนเทศโดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้

1.1 การรวบรวมข้อมูล

การรวบรวมข้อมูล คือ การเสาะหาข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นมารวมกัน และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยการรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองทำได้ 2 วิธี ดังนี้

1)        การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสังเกต เช่น การนับจำนวนผู้โดยสารรถประจำทางในช่วงเวลาหนึ่งตามสถานที่ต่างๆของกรุงเทพฯเพื่อตัดสินใจเพิ่มหรือลดปริมาณรถประจำทางให้เหมาะสมกับเส้นทางนั้นๆ เป็นต้น

2)       การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสอบถาม ซึ่งวิธีการเก็บข้อมูลสามารถทำได้ ดังนี้

·     การสัมภาษณ์ตามแบบสอบถามเป็นการส่วนตัว

·     การส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์

1.2 การตรวจสอบข้อมูล

เป็นการนำข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ มาตรวจสอบและแก้ไขให้ถูกต้องด้วยการใช้สายตามนุษย์หรือตั้งกฎเกณฑ์ให้ คอมพิวเตอร์ตรวจสอบ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เหมาะสำหรับนำมาใช้ประโยชน์ต่อไป

1.3 การดูแลรักษาข้อมูล

1)     การจัดเก็บข้อมูล หมายถึง การป้อนข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ รวมถึงการบันทึกไว้ในหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง เช่น ฮาร์ดดิสก์ ซีดีรอม เป็นต้น

2)    การทำสำเนาข้อมูล หมายถึง การคัดลอกข้อมูลจากแฟ้มต้นฉบับและบันทึกไว้ในหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง เพื่อใช้ในกรณีที่เครื่องคอมพิวเตอร์เสียหาย ซึ่งแฟ้มข้อมูลที่คัดลอกมาสำเนาไว้ใช้นั้น เรียกว่า แฟ้มข้อมูลสำรอง (backup file)

 

1.4 การประมวลผลข้อมูล      

    เป็นการกระทำของเครื่องคอมพิวเตอร์กับข้อมูล เช่น การรวบรวมเป็นแฟ้มข้อมูล การคำนวณ การเปรียบเทียบ การเรียงลำดับ การจัดกลุ่มข้อมูล การจัดการสารสนเทศ รายงาน เป็นต้น เพื่อให้ได้สารสนเทศที่นำไปใช้ในการตัดสินใจได้

1.5 การนำสารเทศไปใช้งาน

         ซึ่งสารสนเทศที่นำไปใช้ประโยชน์อาจนำเสนอในรูปแบบต่างๆ ดังนี้

         1) นำเสนอด้วยตาราง (tabular presentation)

ตารางแสดงจำนวนนักเรียนตามเพศ และระดับชั้น

       
      2)นำเสนอด้วยแผนภูมิแท่ง (bar chart)
    3) นำเสนอด้วยกราฟเส้น (line graph)
     4)นำเสนอด้วยแผนภูมิวงกลม (pie chart)

1.6 การเผยแพร่สารสนเทศ

เป็นขั้นตอนสุดท้ายที่นำสารสนเทศไปใช้ประโยชน์กับผู้ใช้ที่อยู่ห่างไกลได้อย่างทันท่วงทีซึ่งปัจจุบันนิยมส่งผ่านทางอินเทอร์เน็ต เช่น การส่งทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การส่งผ่านโปรแกรมสนทนา  การเผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บไซต์ เป็นต้น

2.การใช้คอมพิวเตอร์แก้ปัญหา 

2.1 การเลือกใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์

เป็นการจัดหาซอฟต์แวร์ประยุกต์สำเร็จรูป ซึ่งมีผู้พัฒนาให้เหมาะสมสำหรับงานทั่วๆ ไป ซอฟต์แวร์ประยุกต์สำเร็จรูปที่พัฒนาขึ้นมีทั้งซอฟต์แวร์ที่ออกแบบสำหรับงานที่ง่าย เช่น ไมโครซอฟต์เวิร์ด สำหรับงานพิมพ์และแก้ไขเอกสาร ไมโครซอฟต์เอ็กเซล สำหรับการคำนวณและสร้างกราฟ เป็นต้น

2.2 การพัฒนาซอฟต์แวร์ประยุกต์

การพัฒนาซอฟต์แวร์ประยุกต์ สามารถทำได้ ดังนี้

1)  การพัฒนาโปรแกรมขึ้นเอง (in-house) เป็นการเขียนโปรแกรมของบุคลากรในหน่วยงานขึ้นมาใช้งานเอง ดังนั้น โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นจะตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานมาก เหมาะกับหน่วยงานขนาดใหญ่

2) การว่าจ้างบริษัทพัฒนาระบบ (outsourcing) เป็นการจ้างบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญมาพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ และทันเวลาที่กำหนด เหมาะสำหรับหน่วยงานขนาดเล็ก

ตาราง เปรียบเทียบข้อดี – ข้อเสีย ในการเลือกใช้หรือการพัฒนาซอฟต์แวร์

3.ขั้นตอนการแก้ปัญหาด้วยคอมพิวเตอร์

3.1  การวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหา

          ลำดับขั้นตอนของการวิเคราะห์ปัญหา มีดังนี้

      1) การระบุผลลัพธ์  ได้แก่ การระบุสิ่งที่โจทย์ต้องการ รวมถึงการกำหนดตัวแปรที่เป็นผลลัพธ์

     2) การระบุข้อมูลเข้า  ได้แก่ การระบุข้อมูลที่ต้องป้อนเข้ามา เพื่อทำการประมวลผลให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ รวมถึงการ กำหนดตัวแปรที่เป็นข้อมูลนำเข้าด้วย

      3) การระบุวิธีประมวลผล ได้แก่ การพิจารณาขั้นตอนวิธีการที่จะได้มาซึ่งคำตอบหรือข้อมูลออก

3.2 การเลือกเครื่องมือและออกแบบขั้นตอนวิธี

ขั้นตอนวิธี  (algorithm) คือ ขั้นตอนการแก้ปัญหาอย่างเป็นลำดับ โดยประกอบด้วยชุดคำสั่งการทำงานอย่างเป็นลำดับและชัดเจน ซึ่งเมื่อได้ปฏิบัติตามลำดับคำสั่งตั้งแต่ต้นจนจบแล้วจะได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ

1.   การออกแบบขั้นตอนวิธี (algorithm development) เป็นการออกแบบ

ขั้นตอนในการแก้ปัญหา การอธิบายหรือการประมวลผลนั่นเอง ซึ่งปัญหาเดียวกันอาจมีการออกแบบคำสั่งที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้แก้ไข แต่หากทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องแล้ว ก็ถือว่าขั้นตอนวิธีสามารถแก้ปัญหาได้ การออกแบบวิธี มีเครื่องมือในการนำเสนอขั้นตอนวิธีที่แตกต่างกัน

        2. การเขียนผังงาน (flowchart) เป็นการนำเสนอวิธีการแก้ปัญหาโดยการนำขั้นตอนการประมวลผลมาเขียนเป็นรูปแบบของแผนภาพ 

ตาราง แสดงสัญลักษณ์ที่ใช้ในการเขียนผังงาน (flowchart)

ตัวอย่างในการแก้ปัญหา
ตัวอย่างที่ 1
วิธีการหาคำตอบ

ตัวอย่างที่ 2 การถ่ายทอดความคิดเป็นรหัสลำลอง หรือ 

รหัสเทียม (Pseudo code
)
การแก้ปัญหาจากโจทย์รหัสลำลองข้างต้นโดยใช้ผังงาน (Flowchart)

วิธีการแปลงเลขฐาน 10 ให้เป็นเลขฐาน 2

ตัวอย่างการแปลงเลขฐาน 10 ให้เป็นฐาน 2

 

 

1.ความหมายและพัฒนาการของการสื่อสารข้อมูล

1.1 ความหมายของการสื่อสารข้อมูล

การสื่อสารข้อมูล (data communication) หมายถึง กระบวนการถ่ายโอนหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลในรูปตัวเลขฐานสอง (เลข 0 และ 1)ที่เกิดจากอุปกรณ์หรือเครื่องมือคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไปเป็นตัวกลางในการส่งข้อมูล

 1.2 พัฒนาการของการสื่อสารข้อมูลที่สำคัญ

พ.ศ.2380  โทรเลข (telegram) เป็นอุปกรณ์สื่อสารข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แบบแรกประดิษฐ์ขึ้นที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งใช้อุปกรณ์ทางไฟฟ้าส่งข้อความจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในการส่ง

 

พ.ศ. 2515 เลเซอร์ (laser) คิดค้นโดย ทีโอดอร์ ไมแมน (Theodore Maiman) ที่สถาบันวิจัย ฮิวจ์ (Hughes Research Laboratories) เป็นลำแสงขนานที่มีความเข้มสูง และมีความยาวคลื่นที่ตายตัว ซึ่งในช่วงแรกของการวิจัยมีแนวโน้มเพื่อนำไปใช้ในทางการทหาร

 

พ.ศ.2526 อีเมล์ (e-mail) มีการทดลองส่งครั้งแรกในเครือข่ายโดยเรย์ ทอมลินสัน (Ray Tomlinson)

 

พ.ศ.2533 พีซี (personal Computer : PC) คิดค้นขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้งานทั่วไป สามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างสะดวกสบาย

 

พ.ศ.2535 อินเทอร์เน็ต (Internet)เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่โยงใยกันทั่วโลก โดยเครือข่ายดังกล่าวจะต้องมีมาตรฐาน การรับส่งข้อมูลระหว่างกันเป็นแบบเดียวกัน แม้คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมภายในเครือข่ายดังกล่าวอาจจะต่างชนิดหรือต่างขนาดกันก็สามารถสื่อสารกันได้สะดวกสบาย

พ.ศ.2543 ระบบสื่อสารแบบไร้สาย (Wireless technology) ระบบสื่อสารแบบไร้สายเริ่มเข้ามามีส่วนแบ่งทางการตลาดมากขึ้น

 

2.เครือข่ายคอมพิวเตอร์

เครือข่ายคอมพิวเตอร์ (computer network) เป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ เครือข่ายคอมพิวเตอร์แบ่งออกตามสภาพการเชื่อมโยงได้เป็น 4 ชนิด ดังนี้

1) เครือข่ายส่วนบุคคล หรือแพน (Personal Area Network : PAN)เป็นเครือข่ายที่ใช้ส่วนบุคคล เช่น การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับโทรศัพท์มือถือ

2)เครือข่ายเฉพาะที่ หรือแลน (Local Area Network: LAN) เป็นเครือข่ายที่ใช้ในการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันหรือใกล้เคียงกัน เช่น ภายในบ้าน ภายในสำนักงาน และภายในอาคาร เป็นต้น

 

3) เครือข่ายนครหลวง หรือแมน (Metropolitan Area Network : MAN) เป็นเครือข่ายที่ใช้เชื่อมโยงแลนที่อยู่ห่างไกลออกไป  เช่น  การเชื่อมต่อเครือข่ายระหว่างสำนักงานที่อาจอยู่คนละอาคารและมีระยะทางไกลกัน

 

4) เครือข่ายวงกว้าง หรือแวน  (Wide Area Network: WAN)  เป็นเครือข่ายที่ใช้ในการเชื่อมโยงกับเครือข่ายอื่นที่อยู่ไกลกันมาก เช่น เครือข่ายระหว่างจังหวัด หรือระหว่างภาครวมไปถึงเครือข่ายระหว่างประเทศ

 

3. โพรโทคอลและอุปกรณ์สื่อสารในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

3.1 โพรโทคอล

       โพรโทคอล (protocol) คือ ข้อตกลงอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับวิธีที่คอมพิวเตอร์จะจัดรูปแบบและตอบรับข้อมูลระหว่างการสื่อสาร ซึ่งโพรโทคอลจะมีหลายมาตรฐาน โดยปัจจุบันมีหลายประเภท ตัวอย่างเช่น

 1)  โพโทคอลเอชทีทีพี (Hyper Text Transfer Protocol : HTTP) เป็นโพรโทคอลหลักในการใช้งานเวิลด์ไวด์เว็บ โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นช่องทางสำหรับเผยแพร่และแลกเปลี่ยนภาษา เอชทีเอ็มแอล

 

2)  โพรโทคอลทีซีพีฝไอพี (Transfer Control Protocol/Internet Protocol :TCP/IP) เป็นโพรโทคอลที่ใช้ในการสื่อสารในระบบอินเทอร์เน็ต โดยมีการระบุผู้รับ ผู้ส่งในเครือข่าย

 

3)  บลูทูธ (bluetooth) เป็นโพรโทคอลที่ใช้คลื่นวิทยุความถี่ 2.4 GHz ในการรับส่งข้อมูล คล้ายกับระบบแลนไร้สาย เพื่อให้ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์สามารถติดต่อสื่อสารกับอุปกรณ์ต่อพ่วงไร้สาย เช่น เครื่องพิมพ์  เมาส์  คีย์บอร์ด  โทรศัพท์เคลื่อนที่ หูฟัง เป็นต้น

3.2 อุปกรณ์สื่อสารในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

1)  เครื่องทวนสัญญาณ (repeater) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับสัญญาณดิจิทัล แล้วส่งต่อออกไปยังอุปกรณ์ต่อพ่วงอื่นๆ ประโยชน์ของเครื่องทวนสัญญาณจะทำให้สามารถส่งสัญญาณไปได้ไกลขึ้น โดยสัญญาณไม่สูญหาย

2)  ฮับ (hub) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รวมสัญญาณที่มาจากอุปกรณ์รับส่ง หรือเครื่องคอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่องเข้าด้วยกัน สัญญาณที่ส่งมาจากฮับจะกระจายไปยังทุกเครื่องที่ต่ออยู่กับฮับ ซึ่งแต่ละเครื่องจะเลือกรับเฉพาะข้อมูลที่ส่งมาถึงตนเองเท่านั้น

 

3)  บริดจ์ (bridge) ใช้ในการเชื่อมต่อเครือข่ายหลายเครือข่ายเข้าด้วยกัน โดยจะต้องเป็นเครือข่ายที่ใช้โพรโทคอลเดียวกัน สามารถกรองข้อมูลที่ส่งต่อได้ โดยการตรวจสอบว่า ข้อมูลที่ส่งนั้นปลายทางอยู่ที่ใด หากเครื่องปลายทางอยู่ภายในเครือข่ายเดียวกันกับเครื่องส่ง ก็จะส่งข้อมูลนั้นไปในเครือข่ายเดียวกันเท่านั้น ไม่ส่งไปยังเครือข่ายอื่น

 

4)  อุปกรณ์จัดหาเส้นทาง (router) สามารถกรองข้อมูลได้เหมือนกับบริดจ์ แต่จะมีความสามารถมากกว่า โดยจะหาเส้นทางในการส่งกลุ่มข้อมูล (data packet) ไปยังเครื่องปลายทางในระยะทางที่สั้นที่สุดได้

 

5)  สวิตซ์ (switch) นำความสามารถของฮับกับบริดจ์มารวมกัน เพราะสวิตซ์จะทำหน้าที่รับกลุ่มข้อมูลมาตรวจสอบก่อนว่าเป็นของคอมพิวเตอร์เครื่องใด แล้วนำข้อมูลนั้นส่งต่อไปยังคอมพิวเตอร์เป้าหมาย ซึ่งช่วยลดปัญหาการชนกันหรือความคับคั่งของข้อมูล

 

6)  เกตเวย์ (gateway) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อเครือข่ายต่างๆ เข้าด้วยกันไม่ว่าเครือข่ายนั้นจะใช้โพรโทคอลตัวใดก็ตาม เนื่องจากเกตเวย์สามารถแปลงรูปแบบแพ็คเก็ตของโพรโทคอลหนึ่งไปเป็นรูปแบบของอีกโพรโทคอลหนึ่งได้ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในเครือข่าย

4.เทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลในเครือข่ายคอมพิวเตอร์

4.1 เทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลแบบมีสาย

       แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ดังนี้

 1)  สายตีเกลียวคู่ ใช้สำหรับการส่งข้อมูลแบบดิจิทัล  สามารถส่งได้ถึง 100 เมกะบิตต่อวินาที ในระยะทางไม่เกินร้อยเมตร

 

2)  สายโคแอกซ์ นิยมใช้เป็นช่องสื่อสารสัญญาณเชื่อมโยงผ่านใต้ทะเลและใต้ดิน มี 2 ชนิด คือ 50 โอห์ม ซึ่งใช้ส่งข้อมูลสัญญาณดิจิทัล และชนิด75 โอห์ม ซึ่งใช้ส่งข้อมูลสัญญาณแอนาล็อก 

 

3)  สายใยแก้วนำแสง สามารถส่งข้อมูลด้วยอัตราความหนาแน่นของสัญญาณข้อมูลที่สูงมาก และไม่มีการก่อกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แต่ข้อเสียคือไม่สามารถใช้สายสัญญาณเดินตามมุมตึกได้ เพราะจะทำให้เส้นใยหัก

 

4.2 เทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลแบบไร้สาย

       สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ชนิด ดังนี้

      1) อินฟราเรด (Intrared) เป็นลักษณะของคลื่นที่ใช้ในการส่งข้อมูลระยะใกล้ๆ   เช่น การส่งสัญญาณจากรีโมตคอนโทรลไปยังโทรทัศน์ การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์สองเครื่องโดยผ่านพอร์ตไออาร์ดีเอ เป็นต้น  

 

    2) คลื่นวิทยุ (radio frequency) ใช้ส่งสัญญาณไปในอากาศ โดยมีตัวกระจายสัญญาณส่งไปยังตัวรับสัญญาณ เช่น การสื่อสารในระบบวิทยุเอฟเอ็ม (FM) เอเอ็ม (AM)  การสื่อสารโดยใช้ระบบไร้สาย และบลูทูท

 

        3) ไมโครเวฟ จะใช้การส่งสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปในอากาศพร้อมกับข้อมูลที่ต้องการส่ง และต้องมีสถานีที่ทำหน้าที่ส่งและรับข้อมูล เหมาะกับการส่งข้อมูลในพื้นที่ห่างไกล และทุรกันดาร

4) ดาวเทียม (satellite) เป็นสถานีรับส่งสัญญาณไมโครเวฟบนดาดฟ้า ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อหลีกเลียงข้อจำกัดของสถานีรับ – ส่งไมโครเวฟบนผิวโลก

5.ประโยชน์ของการสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์

1. ความสะดวกในการจัดเก็บข้อมูล การจัดเก็บข้อมูลซึ่งอยู่ในรูปของสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์สามารถจัดเก็บไว้ในแผ่นบันทึก ที่มีความหนาแน่นสูงได้

2. ความถูกต้องของข้อมูล โดยปกติมีการส่งข้อมูลด้วยสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งด้วยระบบดิจิทัล

3. ความเร็วของการทำงาน สัญญาณทางไฟฟ้าจะเดินทางด้วยความเร็วเท่าความเร็วแสงทำให้การใช้คอมพิวเตอร์ส่งข้อมูลจากซีกโลกหนึ่งไปยังอีกซีกโลกหนึ่ง

4. ประหยัดต้นทุนในการสื่อสารข้อมูล การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กันเป็นเครือข่าย เพื่อส่งหรือสำเนาข้อมูลไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับการจัดส่งแบบวิธีอื่น

5. สามารถเก็บข้อมูลเป็นศูนย์กลาง สามารถมีข้อมูลเพียงชุดเดียวในระบบเครือข่ายซึ่งถือเป็นข้อมูลส่วนกลาง โดยในแต่ละแผนกในบริษัทสามารถดึงไปใช้ได้จากที่เดียวกัน

6. การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ในระบบเครือข่ายนั้น จะทำให้สามารถใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ร่วมกันได้ โดยที่อุปกรณ์ตัวนั้น อาจต่ออยู่กับเครื่องใดเครื่องหนึ่งในเครือข่าย

7. การทำงานแบบกลุ่ม สามารถใช้ระบบเครือข่ายในการทำงานในแผนกหรือกลุ่มงานเดียวกันได้เป็นอย่างดี

เครดิต : เว็บไซต์ครูปิคนิค http://krupicnic.patum.ac.th/

 

1.ความหมายและพัฒนาการ

ของอินเทอร์เน็ต

1.1 ความหมายของอินเทอร์เน็ต

อินเทอร์เน็ต (Internet : Interconnection Network) หมายถึง เครือข่ายของเครือข่าย ซึ่งคือ การเชื่อมต่อกันระหว่างเครือข่าย ทำให้เกิดเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่โยงใยทั่วโลก สามารถสื่อสารกันได้ และรับส่งข้อมูลในรูปแบบต่างๆหลายรูปแบบ เช่น ตัวอักษร ภาพกราฟิก เป็นต้น

1.2 พัฒนาการของอินเทอร์เน็ต

1.2.1 อินเทอร์เน็ตในต่างประเทศ ปี ค.ศ.1969 หน่วยงานการวิจัยขั้นสูง (Advanced Research Projects Agency : ARPA) ของกระทรวงกลาโหม ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้สนับสนุนงานวิจัยเทคโนโลยีเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยช่วงแรกรู้จักกันในนามของเครือข่ายสำนักงานโครงการวิจัยขั้นสูง หรืออาร์พาเน็ต(ARPANET)ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดอินเทอร์เน็ต

1.2.2 อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย

ปี พ.ศ.2530 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย(AIT) ได้เชื่อมต่อเครื่องมินิคอมพิวเตอร์ของมหาลัยไปยังมหาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ผ่านสายโทรศัพท์ ซึ่งส่งข้อมูลได้ช้าเป็นการเชื่อมต่อแบบชั่วคราว

ปี พ.ศ.2535 ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(NECTEC) ได้เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์มหาลัย แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย(AIT) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เกิดเป็นเครือข่ายเรียกว่า เครือข่ายไทยสาร โดยสำนักวิทยบริการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เช่าวงจรสื่อสารความเร็ว 9,600 บิตต่อวินาที จากการสื่อสารแห่งประเทศไทย เพื่อเชื่อมเข้าสู่อินเทอร์เน็ตที่บริษัท ยูยูเน็ตเทคโนโลยี ประเทศสหรัฐอเมริกา

 ปี พ.ศ.2536 ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(NECTEC) เช่าวงจรสื่อสาร 64บิตต่อวินาที จากการสื่อสารแห่งประเทศไทย ทำให้มีความสามารถส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น และมีหน่วยงานอื่นเชื่อมกับเครือข่ายไทยสารอีกหลายแห่ง เครือข่ายไทยสารจึงมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว

ปี พ.ศ. 2537 การสื่อสารแห่งประเทศไทยร่วมมือกับบริษัทเอกชน เปิดบริการอินเทอร์เน็ตให้แก่บุคคล เรียกว่า ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต(Internet Service Provider : ISP)

2.การทำงาน

ของอินเทอร์เน็ต

เครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีมาตรฐานการรับส่งข้อมูลระหว่างกันเป็นแบบเดียวกันหรือใช้กฎและข้อ ตกลงเดียวกัน ซึ่งก็คือ โพรโทคอล (protocol) ในการควบคุมรูปแบบข้อมูลและการส่งผ่านข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ โพโทคอลที่ใช้ในอินเทอร์เน็ต เรียกว่าทรานมิสชันคอนโทรโพรโทคอล/อินเทอร์เน็ตโพรโทคอล (Transmission Control Protocol/ Internet Protocol) หรือมีชื่อย่อว่า ทีซีพี/ไอพี (TCP/IP)

หมายเลขไอพี (IP Address)หมายถึง หมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นหมายเลขชุดหนึ่งมีขนาด 32 บิต หมายเลขชุดนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน เช่น 205.42.117.104 โดยหมายเลขไอพีของเครื่องคอมพิวเตอร์จะต้องไม่ซ้ำกัน

เนื่องจากหมายเลขไอพีจดจำได้ยาก จึงได้เกิดการตั้งชื่อที่เป็นตัวอักษรขึ้นมาแทนหมายเลขไอพี เพื่อช่วยในการจดจำเรียกว่า ดีเอ็นเอส (DNS: Domain Name Server) ซึ่งประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ ชื่อ และโดเมน เช่น

โดเมนมีมาตรฐานใช้ร่วมกันสำหรับหน่วยงานและประเทศต่างๆ ดังนี้

2.1 โดเมนทั่วไป

จะบอกถึงประเภทขององค์กร หรือชื่อประเทศที่เครือข่ายตั้งอยู่

2.2 โดเมนระดับย่อย

3.การเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต

การเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต สิ่งที่จำเป็นในการเชื่อมต่อ มีดังนี้

1)  เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นอุปกรณ์สำหรับใช้ในการส่งและรับข้อมูล

2) เว็บบราวเซอร์ เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการดึงข้อมูลมาจากเว็บเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งจัดเก็บอยู่ในรูปแบบที่เรียกว่า HTML (Hyper Text Markup Language) และแปลความหมายของรูปแบบข้อมูลที่ได้กำหนดเอาไว้เพื่อนำเสนอแก่ผู้ใช้

3) หมายเลขโทรศัพท์และสายโทรศัพท์ สำหรับเป็นสื่อกลางในการส่งข้อมูลข่าวสาร โดยผู้ใช้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโทรศัพท์เพียง 3 บาทต่อครั้งของการเชื่อมต่อ

4)  โมเด็ม เป็นอุปกรณ์สำหรับแปลงสัญญาณข้อมูลของคอมพิวเตอร์ซึ่งอยู่ในรูปแบบดิจิทัล (Digital) ให้เป็นสัญญาณข้อมูลรูปแบบแอนะล็อก (analog) และเมื่อเป็นผู้ส่งจะแปลงสัญญาณข้อมูลรูปแบบแอนะล็อกให้เป็นดิจิทัล

5) บริการชุดอินเทอร์เน็ตจากผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) บริษัทที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย เช่น ทีโอที กสท โทรคมนาคม ทีทีแอนด์ที 3BB เป็นต้น

การเชื่อมต่อแบบหมุนโทรศัพท์มีข้อดี คือ สะดวกและมีค่าใช้จ่ายต่ำ แต่ก็มีข้อจำกัดด้านความเร็วและการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตอาจหลุดได้หากมีสัญญาณรบกวนภายในสายโทรศัพท์

4.การใช้บริการต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต

4.1 ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรืออีเมล (electronic mail หรือ e-mail)

ผู้ใช้งานสามรถรับส่งข้อความเพื่อติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร กับบุคคลอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็ว เช่น ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง เป็นต้น

รูปแบบของไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์แอดเดรสจะประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ชื่อผู้ใช้ และชื่อเครื่องบริการ โดยใช้เครื่องหมาย @ (ออกเสียงว่า แอ็ท) คั่นระหว่างทั้งสองส่วนนี้ ตัวอย่าง เช่น

รูปแบบการใช้งานไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบัน มีดังนี้

1)     เว็บเมล (Web Mail) เช่น http://www.hotmail.com, http://www.gmail.com เป็นต้น

2)      พ๊อปเมล (POP Mail) เช่น Microsoft Outlook. Windows Mail, Netscape Mail เป็นต้น

4.2 การโอนย้ายแฟ้มข้อมูล

การโอนย้ายแฟ้มข้อมูล (File Transfer Protocol: FTP) เป็นการโอนแฟ้มข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่ง การโอนย้ายแฟ้มข้อมูล มีการทำงาน 2 ลักษณะ คือ

       1. get เป็นการโอนย้ายแฟ้มข้อมูลจากเครื่องปลายทางมายังเครื่องต้นทาง (download)

       2. put เป็นการโอนย้ายแฟ้มข้อมูลจากเครื่องต้นทางไปยังเครื่องปลายทาง (upload)

หลักการทำงานของการโอนย้ายแฟ้มข้อมูล

การบริการโอนย้ายแฟ้มข้อมูล มี 2 ลักษณะ ได้แก่

            1. การโอนย้ายข้อมูลด้วยโปรแกรมโอนย้ายข้อมูล ทั้งที่เป็นแบบแจกฟรี (freeware) และแบบให้ทดลองใช้ก่อน (shareware) เช่น WS_FTP ,CuteFTP เป็นต้น

            2. โอนย้ายแฟ้มข้อมูลผ่าน Web Browser

4.3 การแลกเปลี่ยนข่าวสารและความคิดเห็น

       1) ยูสเน็ต (usenet) เป็น บริการในลักษณะกลุ่มสนทนาที่แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารบนเครือข่ายอิน เทอร์เน็ต โดยผู้ใช้ต้องสมัครเข้าเป็นสมาชิก (subscribe) กลุ่มหัวข้อใดที่ตนเองสนใจ เช่น กลุ่มการเมือง กลุ่มเทคนิคด้านคอมพิวเตอร์ กลุ่มดนตรี กลุ่มศิลปะ กลุ่มกีฬา เป็นต้น ซึ่งหากผู้ใช้ไม่ต้องการอ่านข่าวสารในกลุ่มหัวข้อนั้นอีก ก็สามารถยกเลิกการเป็นสมาชิก (unsubscribe) ของกลุ่มหัวข้อนั้นได้

        2) บล็อก (blog) ย่อมาจากคำว่า เว็บบล็อก (webblog) เป็นเว็บไซต์ที่ใช้เขียนบนทึกเรื่องราว โดยเรียงลำดับตามเวลา บางครั้งอาจเรียกว่า ไดอารีออนไลน์ (diary online) เช่น Facebook, Wikipedia, YouTube, Twitter เป็นต้น

     

4.4 การสนทนาผ่านอินเทอร์เน็ต

      1) การสนทนาเป็นกลุ่ม เป็นการสนทนาโดยคู่สนทนาจะพิมพ์ข้อความไปยังเครื่องเซิร์ฟเวอร์ จากนั้นเครื่องเซิร์ฟเวอร์จะส่งข้อความแสดงบนหน้าจอของคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่ร่วมสนทนา ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ให้บริการนี้ เช่น http://www.sanook.com http://www.pantip.com เป็นต้น

 2)การสนทนาระหว่างผู้ใช้โดยตรง เป็นการสนทนาโดยมีเซิร์ฟเวอร์บอกตำแหน่งของโปรแกรมสนทนา (instant messaging) ของคู่สนทนา การสนทนาได้ทั้งการพิมพ์ข้อความ การส่งภาพกราฟิก เสียง และภาพเคลื่อนไหว โปรแกรมสนทนาที่นิยมใช้ใน ปัจจุบัน ได้แก่  Facebook Messenger, Line และ Skype เป็นต้น

     

4.5 บริการค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต

เว็บไซต์ค้นหาข้อมูล (search site) ซึ่งเว็บไซต์ค้นหาข้อมูลแบ่งเป็น 2 ประเภทตามลักษณะการทำงาน ดั้งนี้

1) เว็บไซต์ที่มีเครื่องมือหรือโปรแกรมการค้นหา (search engine) เป็นเว็บไซต์ที่สามารถให้ผู้ใช้หาข้อมูลโดยการระบุคำสำคัญ เพื่อค้นหาข้อมูล เช่น http://www.google.com, http://www.bing.com เป็นต้น

2) เว็บไซต์ที่มีการจัดข้อมูลตามหมวดหมู่ (web directories) เป็น เว็บไซต์ที่มีการรวบรวมข้อมูลเว็บไซต์ต่างๆ ในอินเทอร์เน็ต โดยแต่ละเว็ปไซต์จะถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ที่เหมาะสม ตัวอย่างเว็บไซต์ที่มีการจัดข้อมูลตามหมวดหมู่ เช่น http://www.sanook.com , http://www.yahoo.com เป็นต้น

5.คุณธรรมและจริยธรรมในการใช้อินเทอร์เน็ต

5.1 ผลดี

      1) ทำให้มีความสะดวกในการติดต่อสื่อสารในเครือข่ายขนาดใหญ่ กล่าวคือ ทำให้คนในสังคมติดต่อสื่อสารได้ทุกสถานที่ ทุกเวลา
        2) ช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการทำงาน เช่น การติดต่อสื่อสารผ่านอีเมล การประชุมทางไกลผ่านเครือข่าย

    3) ช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษา ทำให้เกิดการศึกษารูปแบบใหม่ที่กระตุ้นความสนใจของผู้เรียนให้เกิดความสนุก ในการเรียนรู้ อีกทั้งทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ได้แก่ ระบบการเรียนทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ต (e-learning)

      

5.2 ผลกระทบ

  1) ก่อให้เกิดความเครียดของคนในสังคม

 2) เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมจากสังคมหนึ่งไปสู่อีกสังคมหนึ่ง ซึ่งอาจก่อให้เกิดค่านิยมที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นในสังคม เช่น การแต่งกายที่ไม่เหมาะสมของเยาวชน การติดเกมประเภทความรุนแรง เป็นต้น

   3) เกิดช่องว่างระหว่างคนในสังคม เนื่องจากคนในสังคมใช้เวลาในการเล่นอินเทอร์เน็ตมากขึ้น เช่น คนในครอบครัวที่ต่างคนต่างคุยกับเพื่อนในอินเทอร์เน็ต จึงมีเวลาพูดคุยกับคนในครอบครัวน้อยลง

  4) เกิดการละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล เช่น การนำข้อมูลส่วนบุคคลออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน ซึ่งข้อมูลบางอย่างอาจไม่เป็นจริงหรือไม่ได้พิสูจน์ความถูกต้อง การแสดงความคิดเห็นด้วยถ้วยคำที่รุนแรงต่อบุคคลผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นต้น

  5) อาจก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ผู้ไม่หวังดีอาจใช้อินเทอร์เน็ตในทางที่ผิด เช่น การล่อลวงผู้ที่เล่นอินเทอร์เน็ตและก่อคดีล่วงละเมิดทางเพศ การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในแง่มุมต่างๆ ทั้งภาพลามกอนาจาร การพนันออนไลน์ การจำหน่ายของผิดกฎหมาย การส่งไวรัสไปทำลายข้อมูลของผู้อื่น เป็นต้น

 

6.มารยาท ระเบียบ และข้อบังคับในการใช้อินเทอร์เน็ต

      บัญญัติ 10 ประการ ซึ่งเป็นจรรยาบรรณที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตควรยึดถือไว้เสมือนเป็นแม่บทของการ ปฏิบัติ ซึ่งผู้ใช้พึงระลึกและเตือนความจำเสมอ ดังนี้

      1) ต้องไม่ให้คอมพิวเตอร์ทำร้าย หรือละเมิดผู้อื่น เช่น ไม่เผยแพร่ข้อความกล่าวหาบุคคลอื่นให้ได้รับความเสียหาย ไม่เผยแพร่รูปภาพลามกอนาจาร เป็นต้น
      2) ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์รบกวนการทำงานของผู้อื่น เช่น การเล่นเกมหรือเปิดเพลงด้วยคอมพิวเตอร์รบกวนผู้อื่นที่อยู่ใกล้เคียง
3) ต้องไม่สอดแนม แก้ไข หรือเปิดดูแฟ้มข้อมูลของผู้อื่นก่อนได้รับอนุญาต
4) ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการโจรกรรมข้อมูลข่าวสาร
5) ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์สร้างหลักฐานที่เป็นเท็จ
 6) ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์คัดลอกหรือใช้โปรแกรมของผู้อื่นที่มีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต
7) ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ละเมิดการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์โดยที่ตนเองไม่มีสิทธิ์
8) ต้องไม่นำเอาผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง
9) ต้องคำนึงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสังคมอันเป็นผลมาจากการกระทำของตน
10) ต้องใช้คอมพิวเตอร์โดยเคารพกฎ ระเบียบ กติกา และมีมารยาทของหน่วยงาน สถาบันหรือสังคมนั้นๆ

%d bloggers like this: