ผลการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) โรงเรียนในฝัน


This slideshow requires JavaScript.

 

This slideshow requires JavaScript.

ตั๋วออกห้องเรียนครูเต๋า


แบบสำรวจการใช้อินเทอร์เน็ต


การจัดการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยีผ่าน Stem Education


ความอัจฉริยะทางเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Intelligence:DQ)


ความอัจฉริยะทางเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Intelligence:DQ)
เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นมากๆ ณ เวลานี้

ถ้า… เราไม่สอน

“การเป็นพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพ” ให้

แล้วพวกเขาจะรู้หรือไม่ ?

___

ถ้า… เราไม่สอน

“การรู้จักควบคุมตัวเอง”

และสามารถ

“แบ่งเวลาในการใช้งานอุปกรณ์เทคโนโลยี”

ได้อย่างมีประสิทธิภาพให้

แล้วพวกเขาจะรู้หรือไม่ ?

___

ถ้า… เราไม่สอน

“วิธีการรับมือกับปัญหาการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์”

ได้อย่างชาญฉลาดให้

แล้วพวกเขาจะรู้หรือไม่ ?

___

ถ้า… เราไม่สอนเขา

ให้ “มีความรู้ความเข้าใจ”

และ “สามารถดูแลด้านความปลอดภัยของข้อมูลบนโลกไซเบอร์”

แล้วพวกเขาจะรู้หรือไม่ ?

___

ถ้า… เราไม่สอนเขา

ให้ “มีความเข้าใจในเรื่องความเป็นส่วนตัว (Privacy)”

ทั้ง “ของตนเอง” และ “ของผู้อื่น”

ซึ่งรวมถึง “การบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล”

แล้วพวกเขาจะรู้หรือไม่ ?

___

ถ้า… เราไม่ฝึกให้ผู้เรียน

มี “ความสามารถในการคิด
วิเคราะห์แยกแยะข้อมูลบนโลกดิจิทัล”

ตั้งแต่ว่า…เป็น “ข้อมูลจริงหรือปลอม”

“มาจากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือไหม”

เป็น “ประโยชน์หรือเป็นอันตราย”

แล้วพวกเขาจะรู้หรือไม่ ?

___

ถ้า… เราไม่สอนให้ผู้เรียน

เข้าใจถึง “สิ่งที่ตนเองทิ้งเอาไว้บนโลกดิจิทัล”

ซึ่งบางครั้ง “อาจถูกผู้อื่นสะกดรอยตาม”

จากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ

แล้วพวกเขาจะรู้หรือไม่ ?

___

ถ้า… เราไม่สอน

“ความสามารถในการแสดงน้ำใจ
บนโลกออนไลน์ได้อย่างเหมาะสม”

ให้แล้วพวกเขาจะรู้หรือไม่ ?

___

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อ

“คุณภาพชีวิตของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21”

ในการเป็น“พลเมืองดิจิทัล”

และ “อัจฉริยะทางดิจิทัล (Digital Intelligence)”
ทั้งสิ้นครับ

ดังนั้น แนวทางการปรับปรุงหลักสูตร 2560

ควร..เพิ่มความอัจฉริยะทางเทคโนโลยีดิจิทัล

(Digital Intelligence:DQ)

ลงไปในหลักสูตร 2560

เป็นอย่างยิ่งครับ

ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด ^__^

http://krukob.com/web/1-47/

การเรียนการสอน Computing


การเรียนการสอนคอมพิวติ้ง ตอนที่ 1
😍😍😍😍😍😍😍😍😍😍😍😍😍
ปีการศึกษา 2561 การศึกษาขั้นพื้นฐานหลักสูตรใหม่ เริ่มใช้หลักสูตร วิทยาการคำนวณ Computing มาแทนที่ เทคโนโลยีสารสนเทศ ในชั้น ป.1 ป.4 ม.1 ม.4 โดยย้ายไปยังกลุ่มวิทยาศาสตร์ ในตัวสาระ 4.2 นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ และโอกาสที่ดี ที่โรงเรียนจะจัดการเรียนการสอน ในเรื่องที่เป็นความสนใจของนักเรียน และเป็นความท้าทายที่นักเรียนอยากเรียนรู้ในเรื่องเหล่านี้ เพราะนักเรียนมีทุนทางด้านดิจิทัลอยู่แล้ว เพราะเทคโนโลยีอยู่รอบๆตัวเขา เกี่ยวพันกับชีวิต
💻💻💻💻💻💻💻💻💻💻💻💻💻
ได้มีโอกาส มาบรรยาย และให้แนวคิดเกี่ยวกับ การจัด กิจกรรมเพื่อการเรียนการสอน วิทยาการคำนวณ ให้คุณครู ในหลายที่ หลายโอกาส รวมทั้งการบันทึกเป็นคลิบไว้ด้วย ได้เน้นให้เห็นว่า ข้อเด่นของวิชานี้ คือ รูปแบบของการจัดการศึกษาสามารถทำอยู่ในรูปแบบกิจกรรม ให้เหมาะกับนักเรียน และสามารถ บูรณาการกับวิชาอื่นๆได้ ทำไมจึงใช้ชื่อ Computing หรือ วิทยาการคำนวณ แทน เทคโนโลยีสารสนเทศ หากดูจากวิกิพีเดีย (Wikipedia.org) ซึ่งให้รายละเอียดไว้พอควร ซึ่งขอสรุปมาสั้นๆ
💿💿💿💿💿💿💿💿💿💿💿💿💿
คอมพิวติ้ง คือ การกระทำกิจกรรมต่างๆเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี โดยใช้ประโยชน์จาก การวางลำดับขั้นตอนแบบคณิตศาสตร์ ที่รู้จักกันดีในเรื่อง อัลกอริทึม ตัวอย่างเช่น การทำกิจกรรม ที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์ คำนวณ ประมวลผล จัดการข้อมูล การเข้าถึง ใช้ ข้อมูลข่าวสาร การใช้คอมพิวเตอร์สร้างระบบอัฉริยะ การประยุกต์ในงานด้านต่างๆ เช่น การใช้สื่อ ข้อมูล สารสนเทศ เพื่อประโยชน์ ต่างๆ รวมถึงเพื่อการบันเทิงด้วย
🖨🖨🖨🖨🖨🖨🖨🖨🖨🖨🖨🖨🖨
ที่มา
Cr.ยืน ภู่วรวรรณ
Obec line
🌹🌹🌹🌹🌹🌹🌹🌹🌹🌹🌹🌹🌹
การเรียนการสอนคอมพิวติ้ง ตอนที่ 2
⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️
นอกจากนี้ ยังเกี่ยวโยงกับการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เพื่อกิจกรรมการแก้ปัญหา เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ใช้ในการสื่อสาร อำนวยความสะดวก ระบบช่วยการทำงานด้านต่างๆที่มีผลในปัจจุบันและอนาคต ความรู้เกี่ยวกับวิทยาการคำนวณจึงกว้าง รวมถึง วิชาที่เกี่ยวกับ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมซอฟต์แวร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ ระบบสารสนเทศ และ เทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาการคำนวณในหลักสูตร ว.4.2 ประกอบด้วย สามโดเมนความรู้ คือ กระบวนการคิด แก้ปัญหา อัลกอริทึม และเนื้อหาเกี่ยวกับ วิทยาการคอมพิวเตอร์ Computer science , พื้นฐานการประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ ความรู้ทางด้าน Digital technology (ICT) และ พื้นฐานการใช้คอมพิวเตอร์ กับการจัดการข้อมูล ข่าวสาร การสื่อสาร การใช้สื่อ การรู้เท่าทันสื่อ และข่าวสาร (Media and Information literacy) ซึ่งทั้งสามเรื่อง เป็นเรื่องพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับชีวิต ที่ทุกคนจะต้องใช้อยู่แล้วในส่วนของ Computer science เป็นเรื่องพื้นฐานกระบวนการคิด ตั้งแต่การคิดเชิงนามธรรม (Abstraction) การคิดวิเคราะห์ (Analytical) การวางลำดับขั้นตอนการคิด การแก้ปัญหา กระบวนการคิดแก้ปัญหา ที่เรียกว่า อัลกอริทึม
😇😇😇😇😇😇😇😇😇😇😇😇😇
เรื่องเหล่านี้ เป็นพื้นฐานของชีวิตตั้งแต่เกิด การทำอะไร ก็ จะมีขั้นตอนการทำ การเลือกการตัดสินใจ เมื่อไรจะทำอะไร อะไรทำพร้อมกันได้ ประสิทธิภาพของการทำอาหารเป็นอย่างไร เขียนลำดับขั้นตอนได้อย่างไร วัตถุประสงค์ ต้องการให้นักเรียน มองการแก้ปัญหาในชีวิตอย่างเป็นระบบ รู้จักลำดับขั้นตอน การตัดสินใจ การใช้เหตุและผลที่ตามมาหลายประเทศใช้หลักสูตร Computing ในการศึกษาพื้นฐานมาก่อนหน้าเรา อังกฤษใช้มาตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งเป็นวิชาสำหรับนักเรียนทั้งระดับประถม และมัธยม
🌈🌈🌈🌈🌈🌈🌈🌈🌈🌈🌈🌈🌈
สำหรับสิงคโปร์ กำหนดไว้ใน O level (Ordinary Level) และมีการทดสอบนักเรียนในระดับนี้ก่อนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วย สำหรับหลักสูตรคอมพิวติ้ง ของอังกฤษ น่าสนใจมาก อยากให้คุณครูไทย ได้ลองศึกษา รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อเป็นแนวทาง ลองดูจาก คู่มือคำแนะนำ สำหรับครูในการจัดการศึกษาให้นักเรียน โดยแยกระดับประถม KS1 KS2
โดยดูได้จาก http://www.computingatschool.org.uk/data/uploads/CASPrimaryComputing.pdf และสำหรับครูระดับมัฐยม ซึ่งกำหนดอยู่ในระดับ KS3 KS4
🌅🌅🌅🌅🌅🌅🌅🌅🌅🌅🌅🌅🌅ที่มา อาจารย์ยืน ภู่วรรณ
Obec line
การเรียนการสอนคอมพิวติ้ง ตอนที่ 3
ดูได้จาก http://www.computingatschool.org.uk/data/uploads/cas_secondary.pdf สำหรับข้อมูลอื่นเกี่ยวกับหลักสูตร Computing
สามารถค้นหา มาศึกษากันได้ครับ
ที่มา อาจารย์ยืน ภู่วรวรรณ
Obec line

Before You..


การจัดการเรียนรู้แบบแก้ปัญหาโดยใช้สารสนเทศ ( Information Problem-Solving Approach : Big Six Skills )


การจัดการเรียนรู้แบบแก้ปัญหาโดยใช้สารสนเทศ ( Information Problem-Solving Approach : Big Six Skills )

กระบวนการแก้ปัญหาโดยใช้สารสนเทศ หรือ Big Six Skills มีแนวคิดพื้นฐานมาจากการบูรณาการระหว่างวิชาทักษะสารสนเทศ และวิชาทักษะคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน

                การจัดการเรียนรู้แบบแก้ปัญหาโดยใช้สารสนเทศ หรือ แบบ Big Six Skills พัฒนาโดย   ไมเคิล  ไอเซนเบอร์ก และโรเบิร์ต เบอโกวิทซ์   เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้นักเรียนแก้ปัญหาโดยใช้สารสนเทศ  ซึ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือในการค้นหา รวบรวม สังเคราะห์ นำเสนอและประเมินผลสารสนเทศ  ต่างจากรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบอื่นๆ ที่ไม่ได้เน้นการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือช่วยในการจัดการสารสนเทศ

นอกจากนี้  ยังได้เสนอแนวคิดการใช้เทคโนโลยีในการแก้ปัญหาสรุปได้ว่า  เทคโนโลยี ช่วยกระตุ้นความสามารถในการทำงานของผู้เรียนตลอดจนการประหยัดเวลาใจการทำงาน ซึ่งหลายโรงเรียนได้นำกระบวนการแก้ปัญหาโดยใช้สารสนเทศไปประยุกต์ใช้ในการจัดโปรแกรมหรือหลักสูตรทักษะเทคโนโลยีและสารสนเทศ

กระบวนการแก้ปัญหาโดยใช้สารสนเทศ หรือ Big Six Skills  มีแนวคิดพื้นฐานมาจากการบูรณาการระหว่างวิชาทักษะสารสนเทศ  และวิชาทักษะคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน  ทำให้นักเรียนได้ใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างมีความหมายและพัฒนาทักษะสารสนเทศ  ซึ่งได้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับการสอนคอมพิวเตอร์ว่า  “การสอนคอมพิวเตอร์นั้นไม่สามารถสอนแยกออกเป็นรายวิชาได้เพราะการสอนแบบแยกเป็นรายวิชาต่างหาก  จะไม่ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้การประยุกต์ใช้ทักษะคอมพิวเตอร์ได้อย่างมีความหมาย”

ดังนั้น  จึงได้นำรายวิชาทั้ง 2 มาบูรณาการเข้าด้วยกัน  โดยมีหลักการพื้นฐานว่าการสอนทักษะนั้นจะต้องเชื่อมโยงกับเนื้อหาที่มีอยู่ในหลักสูตรเดิมโดยการมอบหมายงาน  และการจัดการเรียนรู้นั้นต้องมีการจัดการอย่างเป็นระบบ  (วีรเดช   เชื้อนาม, 2542 อ้างอิงใน สุวิทย์  มูลคำและอรทัย  มูลคำ, 2546, หน้า 63-66)

ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้

การจัดการเรียนรู้แบบแก้ปัญหาโดยใช้สารสนเทศ  หรือแบบ Big Six Skills มีขั้นตอนต่างๆ

ดังต่อไปนี้

1.  ขั้นการนิยามภาระงาน  (Task Definition) เป็นการระบุปัญหาว่าคืออะไร สารสนเทศที่จำเป็นที่จะนำมาใช้แก้ปัญหามีอะไรบ้าง  ผู้เรียนอาจจะใช้จดหมายอิเลคทรอนิกส์ (E-mail)  การสนทนากลุ่มในอินเตอร์เน็ต  การติดต่อสื่อสารเพื่อทำความเข้าใจปัญหาให้ชัดเจนมาขึ้น     พร้อมทั้งสำรวจข้อมูลที่จำเป็นที่ใช้ในการแก้ปัญหาเพื่อเป็นพื้นฐานในการทำงานขั้นต่อไป

ในขั้นตอนนี้ประกอบด้วย 2 กิจกรรม (ทักษะย่อย) ได้แก่

  1. กำหนดปัญหาสารสนเทศ
  2. ระบุว่าสารสนเทศที่ต้องการมีขอบเขตมากน้อยเพียงใด

            ในขั้นตอนนี้ผู้เรียนต้องตอบคำถาม ดังนี้

  1.  สิ่งที่ต้องการทำอะไร
  2.  เข้าใจในสิ่งที่ต้องการจะทำหรือไม่
  3.  คำถามที่ต้องหาคำตอบมีอะไรบ้าง
  4.  ต้องการรู้อะไรบ้าง (แง่มุม/ขอบเขต) เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ
  5.  ประเภทของสารสนเทศที่ต้องการ
  6.  สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตอย่างไร

2.  ขั้นการกำหนดยุทธศาสตร์การค้นสารสนเทศ  (Information  Seek  Strategies) เป็นการเลือกและประเมินสารสนเทศ ดังต่อไปนี้

–   แหล่งสารสนเทศทางอิเลคทรอนิกส์  เช่น อินเตอร์เน็ต  สารานุกรมที่เป็นซีดีรอมเป็นต้น

–   แหล่งข้อมูลอื่นๆ เช่น  ห้องสมุด  ผู้เชี่ยวชาญเอกสาร  หนังสือ เป็นต้น

3.  ขั้นการสืบค้นและเข้าถึงสารสนเทศ  (Loc  ion  and Access) เป็นการสืบค้นข้อมูลจากแหล่งสารสนเทศตามขั้นตอนที่ 2 ที่ได้กำหนดไว้แล้ว  ผู้เรียนจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับแหล่งสารสนเทศต่างๆ เช่น  ระบบเครือข่ายของห้องสมุด  ดัชนีหนังสือ ซีดีรอม แหล่งสารสนเทศจากระบบแลน (Lan)  ระบบอินเตอร์เน็ต (Internet) และผู้เชี่ยวชาญ  เป็นต้น  ผู้เรียนจะต้องศึกษาวิธีการใช้แหล่งสารสนเทศนั้น เช่น รู้จักการใช้บัตรรายการเพื่อค้นหาหนังสือ  ศึกษาการเชื่อมต่อเพื่อเข้าสู่ระบบอินเตอร์เน็ต  การใช้สารานุกรมที่เป็นซีดีรอม

 ในขั้นตอนนี้ประกอบด้วย 2 กิจกรรม ได้แก่

  1. ระดมสมองว่ามีแหล่งใดบ้างที่น่าจะพบสารสนเทศที่ต้องการ

      2.ประเมินแหล่งสารสนเทศว่าแหล่งใดดีที่สุด

          ในขั้นตอนนี้ผู้เรียนต้องตอบคำถาม ดังนี้

  1. เริ่มต้นค้นหาสารสนเทศอย่างไร
  2. ถามจากใครจึงจะได้สารสนเทศ
  3. แหล่งสารสนเทศที่ดีที่สุดที่จะใช้คืออะไร
  4. ประเภทของสารสารสนเทศที่ต้องการ เช่น ข้อมูล รูปภาพ ทัศนคติ เป็นต้น

4.  ขั้นการใช้สารสนเทศ (Use  of  Information)  เป็นการเรียกใช้  เก็บรวบรวม บันทึกข้อมูลสารสนเทศจากแหล่งข้อมูลที่ผู้เรียนได้ศึกษาในแหล่งนั้นๆ ในขั้นนี้ผู้เรียนจำเป็นต้องใช้วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล  บันทึกข้อมูลต่างๆ เช่น การ Download  ข้อมูล การบันทึกข้อความหรือรูปภาพ    การอ่าน  การวาดภาพหรือการถ่ายภาพเพื่อบันทึกสารสนเทศ เป็นต้น

  ในขั้นตอนนี้ประกอบด้วย 2 กิจกรรม ได้แก่

  1.  อ่านหรือดูสารสนเทศเพื่อตัดสินใจว่าส่วนใดที่ต้องการนำมาใช้ หรือส่วนใดที่ไม่ต้องการ
  2. สกัดเอาเฉพาะสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง

ในขั้นตอนนี้ผู้เรียนต้องตอบคำถาม ดังนี้

  1. สารสนเทศประเภทใดบ้างที่ได้มา
  2. สารสนเทศนั้นตอบปัญหาสารสนเทศของเราได้หรือไม่
  3. จะจดบันทึกสารสนเทศนั้นๆ อย่างไร
  4. สารสนเทศนั้นมีความน่าเชื่อถือหรือไม่

ารรวบรวมจัดหมวดหมู่  เพื่อนำเสนอสารสนเทศที่ได้ค้นคว้ามาจำแนกพร้อมทั้งเตรียมการวางแผนเพื่อนำเสนอสารสนเทศที่ได้ค้นคว้า  สามารถนำเสนอได้หลายวิธี  เช่น การนำเสนอโดยการใช้โปรแกรมประมวลคำ โปรแกรมฐานข้อมูลและโปรแกรมตารางคำนวณ  การนำเสนอผลงานด้วยโปรแกรมพรีเซนเตชั่น การสร้างโฮมเพจหรือการนำเสนอด้วยการจัดนิทรรศการ  สาธิตการทำงาน เป็นต้น

   ขั้นตอนนี้ประกอบด้วย 2 กิจกรรม ได้แก่

  1. จัดหมวดหมู่สารสนเทศที่ได้จากแหล่งต่างๆ
  2. นำเสนอสารสนเทศ

ในขั้นตอนนี้ผู้เรียนต้องตอบคำถาม ดังนี้

  1. ประมวลสารสนเทศที่ได้ทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างไร
  2. เขียนโครงร่างในการนำเสนออย่างไร
  3. นำเสนอสารสนเทศ(ต่อผู้สอน) เพื่อตอบปัญหาสารสนเทศนั้นอย่างไร
  4. ได้จดบันทึกแหล่งที่มาของสารสนเทศแต่ละชิ้น เพื่อนำมาเขียนบรรณานุกรมหรือไม่

6.  ขั้นการประเมินผล (Evaluation) ขั้นนี้เป็นการพิจารณาผลงานที่ได้ทำขึ้นและกระบวนการในการทำงาน  โดยพิจารณาว่า

–   ผลงานของผู้เรียนสอดคล้องกับปัญหาหรือไม่

–   ผู้เรียนมีความคิดเห็นอย่างไรต่อกระบวนการทำงาน

ขั้นตอนนี้ประกอบด้วย 2 กิจกรรม ได้แก่

  1. ประเมินประสิทธิภาพของผลลัพธ์ที่ได้
  2. ประเมินกระบวนการแก้ปัญหาสารสนเทศ

ในขั้นตอนนี้ผู้เรียนต้องตอบคำถาม ดังนี้

  1. แก้ปัญหาสารสนเทศได้หรือไม่
  2. สารสนเทศนั้นถูกเขียนหรือนำเสนอเป็นที่เข้าใจหรือไม่
  3. ครั้งต่อไปจะทำในสิ่งที่ต่างออกไปหรือ มีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง
  4. ได้เรียนรู้อะไรบ้าง
  5. พึงพอใจต่อผลลัพธ์หรือไม่

โดยผู้ประเมินอาจจะมีได้หลายคน  คือ  ในขั้นตอนของการตรวจสอบผลงานและภาระงานที่รับผิดชอบ  ผู้สอนจะเป็นผู้ประเมินผล  ส่วนการประเมินกระบวนการทำงานให้ผู้เรียนประเมินตนเองว่ายังมีข้อบกพร่องหรือไม่อย่างไร  ควรปรับปรุงในส่วนใดบ้าง  และการประเมินชิ้นงานอาจจะใช้เพื่อนในห้องร่วมประเมินผลงานและให้คะแนน

เครดิต : https://www.gotoknow.org/posts/506007

http://0033004.blogspot.com/2017/06/big-6-skills.html

แบบประเมินตนเองสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน


แบบประเมินตนเองฉบับนี้

สำหรับนักเรียนที่เรียน

          รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี 4 (ง22102)             
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2/2560
กับครูพรรณภา โพธิ์หลำ เท่านั้นนะคะ

กิจกรรมเพิ่มรู้กับครูเต๋า




ชุมนุมเพื่อนใจไฮเทค


ครูผู้ทรงคุณค่าแห่งแผ่นดิน


Logbook


%d bloggers like this: